ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : วันมาฆบูชา



(D)
ในปีหนึ่งๆ นอกเหนือไปจากวันพระตามปกติแล้ว พุทธศาสนิกชนจะมีวันพระที่จัดเป็นวันสำคัญพิเศษอยู่อีก ๓ วันคือวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา ซึ่งทั้งสามวันนี้ได้มีผู้เปรียบเทียบว่า วันวิสาขบูชาอันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ถือได้ว่าเป็น วันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาครั้งแรก เป็น วันพระธรรม และวันมาฆบูชา วันที่พระสงฆ์มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อรับฟังหลักการ อุดมการณ์ ตลอดจนวิธีปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนาเป็น วันพระสงฆ์ ในที่นี้ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะขอกล่าวถึงเพียงวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญอันดับแรกของปีก่อน

วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญ เดือนมาฆะคือเดือน ๓ หรือเดือน ๔ ในปีที่มีอธิกมาส เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

ในสมัยโบราณก่อนที่จะมีพุทธศาสนานั้น การบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะเป็นพิธีดั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า “ศิวาราตรี” คือ เป็นการทำพิธีลอยบาปในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ในเทวสถานต่างๆ เมื่อพุทธศาสนาได้กำเนิดขึ้น พระภิกษุพุทธสาวกซึ่งมาจากวรรณะต่างๆ มีทั้งวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ และวรรณะอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนทั้งสิ้น เมื่อถึงวันเพ็ญมาฆบูชาได้เห็นพวกพราหมณ์ทำพิธีใหญ่ ซึ่งตนเคยทำมาก่อน ก็คงคิดว่าน่าจะทำอะไรทำนองนั้นบ้าง จึงได้พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย และนี้เอง จึงได้ก่อให้เกิดเหตุที่ถือว่าอัศจรรย์ขึ้นในเวลาต่อมา

กล่าวคือนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลา ๙ เดือน (ตั้งแต่วันเพ็ญ เดือน ๖ ถึง วันเพ็ญเดือน ๓ ของอีกปี) และเริ่มออกสั่งสอนเป็นเวลา ๗ เดือน (สอนครั้งแรกคือไปโปรดปัญจวัคคีย์ เมื่อวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน ๘ ในปีเดียวกับที่ตรัสรู้ ) พระพุทธเจ้าได้ลูกศิษย์ คือพระภิกษุที่เป็นพระสาวกขณะนั้นกว่า ๑,๓๐๐ องค์ ซึ่งพระสาวกเหล่านี้ พระพุทธองค์ได้ทรงส่งออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ทรงค้นพบใหม่ไปยังเมืองต่างๆ ส่วนพระองค์ประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวัน (ป่าไผ่) กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ที่พระเจ้าพิมพิสารถวาย และถือเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา ปรากฏว่าพระสาวกที่เดินทางมาเฝ้าโดยมิได้นัดหมายกันนี้มีถึง ๑,๒๕๐ องค์ ซึ่งถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่ง

เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ ตลอดพระชนมชีพของพระพุทธองค์มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงได้กำหนดเรียกวันนี้ว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” คือวันประชุมใหญ่ครั้งแรกและเป็นครั้งพิเศษ ด้วยเป็นวันที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ

๑.พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นพุทธสาวก จำนวน ๑,๒๕๐ องค์มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
๒. พระพุทสาวกเหล่านี้ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระพุทธเจ้าทรงประทานอุปสมบทด้วยพระองค์เอง
๓.พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ หูทิพย์ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้ และบรรลุอาสวักขยญาณคือญาณหยั่งรู้ธรรมที่เป็นที่สิ้นแห่งอาสวะหรือกิเลสทั้งหลาย และ
๔. วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือนมาฆ พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดคือ เป็นเวลากลางคืน อากาศไม่ร้อน ท้องฟ้าแจ่มใส

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะให้การมาครั้งนี้ของพุทธสาวกเป็นการประชุมพิเศษในการแสดงโอวาทปาติโมกข์เพื่อประกาศหลักการ อุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติในการเผยแพร่พุทธศาสนาให้นำไปใช้ได้ในทุกสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนธรรมนูญแห่งพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธทั้งหลายจะได้ยึดถือเป็นแม่บทสำหรับประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ และยังเป็นแม่บทในการเผยแพร่พระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้ โอวาทปาติโมกข์ที่ว่านี้ เป็นคนอย่างกับพระปาฏิโมกข์หรือศีล ๒๒๗ ข้ออันเป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ

และพระภิกษุต้องลงโบสถ์ฟังทุกวันพระกึ่งเดือน ซึ่งโอวาทปาติโมกข์ที่พระบรมศาสดาแสดงในวันนั้น ถือเป็นหลักธรรมคำสอนที่สำคัญ หรือเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา เลยทีเดียว หลักธรรมดังกล่าว แบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ หลักธรรม ๓ อุดมการณ์ ๔ และวิธีการ ๖ อันได้แก่

หลักการ ๓ ได้แก่ ๑.การไม่ทำบาปทั้งปวง ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจาและใจ ๒.การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง ๓.การทำจิตใจให้ผ่องใส ด้วยการละบาปทั้งปวง ถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนถึงขั้นบรรลุอรหันตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง

อุดมการณ์ ๔ ได้แก่ ๑. ความอดทน คือการอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ ๒.ความไม่เบียดเบียน คือ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวนหรือเบียดเบียนผู้อื่น ๓. ความสงบ คือ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย วาจาและใจ ๔.นิพพาน คือ การดับทุกข์ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนา ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘

วิธีการ ๖ ได้แก่ ๑. ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือโจมตีใคร ๒.ไม่ทำร้าย คือ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ๓.สำรวมในปาติโมกข์ คือ ความเคารพระเบียบวินัย กติกา กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม ๔.รู้จักประมาณ คือ รู้จักพอดี พอกินพออยู่ ๕.อยู่ในสถานที่ที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่สงบและมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ๖.ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือการฝึกจิต หมั่นทำสมาธิภาวนา

สำหรับหลักการ ๓ ที่กล่าวข้างต้น ถือได้ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นการสอนหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแก่พุทธศาสนิกชน ส่วนอุดมการณ์ ๔ และวิธีการ ๖ นั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหลักครูหรือหลักของผู้สอนคือวิธีการที่จะนำไปปรับปรุงตัวให้เป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งผู้ใดปฏิบัติได้นอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว ยังจะช่วยเผยแพร่พระศาสนาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ในโอกาสที่วันมาฆบูชาได้เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง นอกเหนือไปจากการทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมตามควรแล้ว สวช. กระทรวงวัฒนธรรมขอเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาและน้อมนำหลักธรรมของพระพุทธองค์ไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง ครอบครัว และความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาสืบไป

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [จ. 09 ก.พ. 2552 - 08:54 น.]



โดยคุณ BCC-106 (434)  [จ. 09 ก.พ. 2552 - 08:56 น.] #513936 (1/8)
รับทราบด้วยความขอบคุณครับ

โดยคุณ ปฏิพัทธ์2539 (1.4K)  [จ. 09 ก.พ. 2552 - 09:43 น.] #513979 (2/8)

โดยคุณ nava75 (565)  [จ. 09 ก.พ. 2552 - 09:46 น.] #513985 (3/8)

โดยคุณ ARTMAN7007 (1.2K)  [จ. 09 ก.พ. 2552 - 10:21 น.] #514019 (4/8)

โดยคุณ bannapong (1.2K)  [จ. 09 ก.พ. 2552 - 10:41 น.] #514038 (5/8)

โดยคุณ WEERA_NUNGHOTMAI (2.8K)(16)   [จ. 09 ก.พ. 2552 - 13:03 น.] #514144 (6/8)

โดยคุณ toei89 (625)  [จ. 09 ก.พ. 2552 - 13:51 น.] #514197 (7/8)

โดยคุณ technolog (4.5K)  [จ. 09 ก.พ. 2552 - 18:39 น.] #514374 (8/8)
รับทราบและขอบคุณมากครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!



www1
Copyright ©G-PRA.COM