(D)
รวมภาพงานปั้นแบบหลวงปู่ทวด
นัยยะแห่งภาพ : หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นเจ้า
ได้ประกาศอิสรภาพคืนความเป็นไทยแก่แผ่นดินแล้ว
ในรัชสมัยต่อมาแห่งสมเด็จพระเอกาทศรถ
หลวงปู่ทวด ได้เดินทางมาช่วยให้แผ่นดินสยาม
รอดพ้นจากวิกฤตด้วยพระบารมีและปัญญาอันสูงล้ำ
จึงทำให้สมเด็จพระเอกาทศรถเดินหน้านำพาแผ่นดินสยาม
เป็นปึกแผ่น ปวงประชาเป็นสุขปราศซึ่งสงคราม
ยาวนานมาอีกกว่าศตวรรษ...
เมื่อหลวงปู่ทวดถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค
ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส
ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช
ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้น
จนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชานุวาส
เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ
รบด้วยปัญญา
กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงพ่อทวด
หรือเจ้าสามีรามจะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม
จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ
กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา
ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้
คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ
และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง
ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช
แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย
จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี
คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ
เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการ
สั่งให้พนักงานท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์
แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อทองคำเหล่านั้น
ให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์
จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่า
อันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรือสำเภาเจ็ดลำ
บรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา
พร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์
เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้ว
ก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ
มีใจความในพระราชสาส์นว่า
พระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปล
และเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวัน
นับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป
ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยา
ให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์
และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง
อีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปี
เยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย
พระสุบินนิมิต
เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ
ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการี
เขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร
ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้
แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้
จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน
ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชน
ต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด
ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทม
ทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์
เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก
เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์
แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่น
พลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ
เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้น
ยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม
รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ
ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟัง
และได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า
เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์
และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศ
เป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง
ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก
มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ
พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย
และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที
อักษรเจ็ดตัว
ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ "เจ้าสามีราม"
ที่วัดราชานุวาส
และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน)
เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี
จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า
"เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว
จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้"
ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร
พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า
เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา
เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา
กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน
จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่
ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้
พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้
จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม
ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า
"ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์
และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อน
และอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง
ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง
ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด"
ครั้นแล้วท่านก็คว่ำบาตรเทอักษรทองคำเริ่มแปลปริศนาธรรมทันที
ด้วยอำนาจบุญญาบารมี กฤษดาภินิหารของท่าน
ที่ได้จุติลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา
กอปรกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย
เดชะบุญญาบารมีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดาทั้งหลาย
จึงดลบันดาลให้ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรจากเมล็ดทองคำ 84,000 ตัว
เป็นลำดับโดยสะดวกไม่ติดขัดประการใดเลย
ขณะที่ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้ว
ปรากฏว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไปเจ็ดตัวคือ ตัว สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ด พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ยอมจำนน
จึงประเคนเมล็ดทองคำที่ตนซ่อนไว้นั้นให้ท่านแต่โดยดี
ปรากฏว่าท่านแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์
เป็นการชนะพราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้น
พระราชมุนี
สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง
ทรงมีรับสั่งถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าสามีรามให้ครอง 7 วัน
แต่ท่านก็มิได้รับโดยให้เหตุผลว่าท่านเป็นสมณะ
พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์อันแรงกล้า
ที่จะสนองคุณความดีความชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้
จึงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เจ้าสามีรามเป็น
"พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์"
ในเวลานั้น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์หรือหลวงพ่อทวด
ได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาส
ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลาหลายปี
ด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา
รูปขนาดเล็ก
เชิญชมภาพต่อที่
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=169744 |
|