ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : @@@ขอถามหน่อย...ครับ @@@



(D)
.......ในภาพเป็นพระแม่อุมา หรือ พระแม่รัศมี...ครับ........

โดยคุณ pusit (1.7K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:26 น.]



โดยคุณ โลมาสีขาว (5.6K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:27 น.] #584827 (1/36)
มาขอความรู้ด้วยค่ะ

โดยคุณ ลูกพระใส (2.4K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:30 น.] #584829 (2/36)
มืดตึบ

โดยคุณ jcainfo (6K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:34 น.] #584831 (3/36)
น่าจะเป็นพระแม่อุมาครับ
เพราะเห็นมีพระพิฆเณศวร์นั่งประทับอยู่ด้านข้าง

ไม่น่าใช่พระแม่ลักษมีครับ

โดยคุณ prizz (4.3K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:36 น.] #584835 (4/36)


(D)
.....ดีใจจัง...น้องโลมาสีขาวมาแล้ว....

โดยคุณ anan6699 (17K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:43 น.] #584838 (5/36)


(D)


รูปบน พระแม่รัศมี
รูปล่าง พระแม่อุมา

ส่วนตัว ผมว่าคล้ายกันมาก น่าจะต่างกันตรงเครื่องทรง นะคับ...

โดยคุณ jcainfo (6K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:44 น.] #584839 (6/36)
โอ้ใจพี่ นี้ละลาย เมื่อเห็นเจ้า
ทุกค่ำเช้า พี่ก็เฝ้า คร่ำครวญหา
เมื่อใดหนอ พี่ได้เคียง น้องโลมาฯ
ชั่วชีวา ขอมีเจ้า จนวันตาย

โดยคุณ jcainfo (6K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:46 น.] #584840 (7/36)
ถ้าจากรูปที่น้องอนันต์ลงให้เปรียบเทียบ
ผมว่ารูปของพี่ภู มีสิทธิ์เป็นพระแม่ลักษมี เพราะมีดอกบัวเหมือนกัน
แต่การที่มีพระพิฆเณศวร์อยู่ด้วย ทำให้ผมคิดว่าเป็นพระแม่อุมา เพราะท่านเป็นพระมารดาขององค์พระพิฆเณศวร์ครับ

โดยคุณ PRAPAS-JATUKARM (4.4K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:48 น.] #584842 (8/36)
ร่วมศึกษาด้วยคนนะครับ

โดยคุณ ArtMaN7007 (1.2K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:52 น.] #584847 (9/36)
อืม..อืม...ไม่รู้ครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:53 น.] #584849 (10/36)


(D)
พระแม่ลักษมีจะทรงประทับบนดอกบัวครับ
ขอขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์สยามคเณศ http://www.siamganesh.com

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:56 น.] #584857 (11/36)


(D)
พระแม่อุมาเทวีจะทรงเสือครับ
ขอขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์สยามคเณศ http://www.siamganesh.com

โดยคุณ jcainfo (6K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:56 น.] #584859 (12/36)
พิจารณาจากภาพของน้องอนันต์อย่างถี่ถ้วน มี 2 - 3 จุดที่ภาพของพี่ภูน่าจะเป็นพระแม่ลักษมี

1. ทรงประทับบนดอกบัว
2. พระหัตถ์ทรงถือดอกบัว
3. รูปกลางแถวบน ก็มีช้างอยู่กับพระแม่ ซึ่งรูปช้างในภาพของพี่ภูอาจไม่ใช่พระพิฆเณศวร์อย่างที่ผมคิดก็ได้ครับ

ดูไปดูมา ผมว่าองค์เดียวกับพระแมม่ลักษมี (ภาพบน) ของน้องอนันต์ครับ

โดยคุณ BankHiWay (7.8K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:57 น.] #584860 (13/36)
อืม.....
จิ๊.....
จ๊ะ.....
นะ.....
ผม.....
อืม.....
มัน.....
จิ๊.....
ผม.....
ดูม่ายเปง 555+

โดยคุณ jcainfo (6K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:58 น.] #584862 (14/36)
ข้อมูลจากพี่สิทธิโชติ ยิ่งทำให้สรุปได้ว่า เป็น "พระแม่ลักษมี" ครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (263)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 17:59 น.] #584866 (15/36)
รายละเอียดงานนวราตรี วัดพระแม่ศรมหาอุมเทวี ตามนี้ครีบ

http://www.siamganesh.com/navaratree.html

โดยคุณ prizz (4.3K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 18:05 น.] #584876 (16/36)


(D)
....พระลักษมีแน่นอนครับ....(หามาจากเว็บต่างๆ).... ...พิเศษแด่น้องโลมาสีขาว....
..........พระแม่ลักษมีเทพธิดาแห่งความมั่งคั่ง และเทพีแห่งความดีงาม.............

กล่าวถึงการกำเนิดของพระนางลักษมี มีการค้นพบหลักฐานทั้งจากตำนาน เรื่องเล่า และคัมภีร์ต่างๆ ที่พบมีการกล่าวไว้ต่างกันออกไป ดังนี้ ตำนานนิยายเก่าแก่ของอินเดีย ได้กล่าวถึงช่วงสมัยพระเวทไว้ว่าพระนางลักษมีได้ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้ โดยพระนางเป็นที่ที่มีฐานะร่ำรวยในด้านทรัพย์สินอย่างมากมาย จนเกิดการแย่งชิงพระนางด้วยหวังในทรัพย์สินเหล่านั้น จนกาลต่อมาพระนางลักษมีจึงได้เป็นมเหสีของพระนารายณ์ในที่สุด ส่วนคัมภีร์รามายณะ กล่าวถึงตอนที่เหล่าเทวดาทั้งหลายทำพิธีกวนเกษียรสมุทร เพื่อทำน้ำอมฤต ซึ่งการกวนเกษียรสมุทรนี้ได้บังเกิดสิ่งวิเศษ ๑๔ อย่าง อาทิ น้ำอมฤต นางอัปสร เทวดา สิ่งของวิเศษต่าง ๆ รวมทั้งสัตว์เทวะ นางอัปสรที่บังเกิดขึ้นในครั้งนี้ได้มีพระนางลักษมีถือกำเนิดขึ้นมาด้วย เมื่อครั้งพระนางลักษมีได้ปรากฏกายขึ้น ประกอบด้วยขณะนั้นพระนารายณ์ทรงอวตารเป็นเต่าใหญ่เพื่อรองรับไม่ให้โลกไว้ ได้แลเห็นพระนางลักษมีจึงเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นด้วยอำนาจฤทธิ์เดชที่มีจึงบันดาลให้พระนางมาเป็นชายาของพระองค์ในด้านคัมภีร์วิษณุปุราณะ กล่าวว่าพระนางลักษมีเป็นธิดาของพระฤาษีภฤคุกับนางชยาติ ตำนานอื่น ๆ กล่าวไว้ดังนี้ พระนางลักษมีเกิดจากดอกบัวหลวง ต่อมาได้เข้าเฝ้าพระนารายณ์โดยได้ถือดอกบัวหลวงไปเข้าเฝ้าด้วย พระนารายณ์เกิดพึงพอพระทัยในพระนางยิ่งนักจึงได้อภิเษกเป็นพระชายาในที่สุด พระนามที่ได้เรียกขานพระนางลักษมี มีมากมาย และมีการกล่าวถึงเรื่องการอวตารของพระนารายณ์ไว้ว่า พระนางลักษมีผู้เป็นชายา จะอวตารลงมาทุกปางที่พระนารายณ์ได้อวตารลงมาด้วยเสมอ ดังจะกล่าวบางส่วนไว้ดังนี้ พระนามเรียกขาน อาทิ ชลธิชา ผู้เกิดแต่น้ำ (เหตุจากคัมภีร์รามายณะ) ปัทมา ผู้มีดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ ภควดี หญิงงามทั้งรูปและกิริยามารยาท มีวาจาไพเราะ เป็นผู้นำแห่งความเจริญทุกประการ การอวตารลงมาของพระนางลักษมี เมื่อพระนารายณ์อวตารลงเป็นพระราม พระนางลักษมี ทรงอวตารเป็นนางสีดา พระนารายณ์อวตารเป็นพระกฤษณะ พระนางลักษมี อวตารเป็นนางรุกมิณี พระนารายณ์อวตารเป็นพราหมณ์เตี้ย (ปางวามนาวตาร) พระนางลักษมี อวตารเป็นนางกมลา พระนารายณ์อวตารเป็นพราหมณ์ถือขวาน นามปรศุราม (ปางปรศุรามาวตาร) พระนางลักษมี อวตารเป็นนางธรณี รูปเคารพทางศิลปะที่ค้นพบจนถึงปัจจุบัน พระนางลักษมี ประทับยืนบนดอกบัว และถือดอกบัว อาภรณ์ดั่งกษัตริย์ สวมมงกุฏ หรือรูปเคารพที่พระนางประทับนั่งบนดอกบัว พระวรกายสีทอง ทรงถือดอกบัวไว้ บางรูปเคารพที่พบพระนางลักษมี มี ๘ กร ทรงถือดอกบัว คันธนู คทา ลูกธนู ลูกล้อ หอยสังข์ ลูกบดไม้ และประตัก ส่วนรูปเคารพที่พระนางลักษมี ๔ กรนั้น พระวรกายสีทอง ทรงเครื่องประดับ พระกร ถือ ลูกล้อ หอยสังข์ ดอกบัว และคทา รูปเคารพที่พบทั้ง ๘ กร และ ๔ กร ที่ปรากฏให้เห็นมีทั้งพระนางลักษมี ประทับยืน และนั่งบนดอกบัว รูปเคารพที่มี ๒ กร ประทับยืนบนดอกบัว ถือ ดอกบัว และหอยสังข์ไว้ รูปเคารพที่พบในศาสนสถานของลัทธิไวษณพนิกาย มีลักษณะของพระนางลักษมี ประทับนั่งบนตักซ้ายของพระนารายณ์ พระบาทซ้ายงอเข้าหาพระบาทขวาตกลงล่าง พระนางมี ๔ กร ถือ สังข์ จักร ตรี คทา (บางรูปเคารพพระนางลักษมี มี ๒ กร ถือ ดอกบัวหลวง ทั้ง ๒ กร) รูปเคารพพระนางลักษมีนั่งเคียงข้างพระนารายณ์ ประทับบนขนดของพระยานาควาสุกรี พระองค์ทรงถือดอกบัว รูปเคารพบางรูปพระนางทรงนั่งตักพระนารายณ์ ทรงถือดอกบัวไว้ พระนารายณ์ประทับบนพระยาครุฑ รูปเคารพอื่น ๆ ที่ได้กล่าวถึงและในส่วนที่ไม่ได้กล่าวไว้ คือสิ่งที่ชาวอินเดียในแต่ละยุคสมัยได้สร้างสรรค์ขึ้นมาจากความพอใจของพวกตน บางก็เกิดจากแนวคิดแรงบันดาลใจของช่างผู้สร้างสรรค์ ความนิยมของผู้คนในแต่ช่วงสมัย ซึ่งได้ปรากฏลักษณะต่างกันไป และมีความหลากหลายมากนัก




โดยคุณ BCC-106 (434)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 18:06 น.] #584878 (17/36)
ฟันธง (จากคำแนะนำของท่านผู้รู้ข้างต้น) ..... พระแม่ลักษมี แน่นอน ครับผม

โดยคุณ pupu2511 (1.3K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 18:08 น.] #584879 (18/36)
พระแม่ลักษมี ครับ

โดยคุณ seetocon (9.4K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 18:12 น.] #584880 (19/36)
น้อง PRIZZ ทำไมดูกระชุ่มกระชวย มีชิวิตชีวา เป็นพิเศษจัง
กำลังมีความรักหรือน้อง ก็ขอให้สำเร็จสมหวังนะครับ

โดยคุณ prizz (4.3K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 18:16 น.] #584881 (20/36)


(D)
.....ปางต่างๆของพระลักษมี.....

โดยคุณ prizz (4.3K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 18:20 น.] #584884 (21/36)
ขอบคุณครับพี่ช่วย.....กระชุ่มกระชวย มีชิวิตชีวาก็เฉพาะในเว็บนี้น่ะครับ ....

โดยคุณ prizz (4.3K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 18:27 น.] #584885 (22/36)


(D)
พระแม่อุมาเทวี.........
.........พระแม่อุมาเทวี... เจ้าแม่อุมา หรือ ปารวตี คือพระนามแห่งพระแม่ผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล เป็นเทวีแห่งอำนาจวาสนาและบารมีอันสูงสุด พระองค์ทรงประทานยศถาบรรดาศักดิ์ และความเป็นใหญ่แก่ผู้หมั่นบูชาต่อพระองค์อย่างสม่ำเสมอ..!!!

อำนาจแห่งพระแม่อุมานั้น ยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเทียบได้ พระองค์ทรงประทานชัยชนะเหนือศัตรู ประทานกำลังวังชาแห่งอิสตรี ทำลายสิ่งชั่วช้า ตลอดจนประทานบริวารและอำนาจในการปกครอง พระองค์ยังทรงประทานพรด้านความสมบูรณ์ ความอิ่มเอม ความผาสุขในการครองเรือน ครอบครัวที่เปี่ยมสุข ตลอดจนการคุ้มครองผู้ศรัทธาให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

พระแม่อุมา ทรงเป็นมารดาแห่ง พระพิฆเนศ... เป็นชายาแห่ง พระศิวะ มหาเทพผู้ทำลายโลก 1 ใน 3 แห่ง พระตรีมูรติ พระแม่อุมาจึงเป็น 1 ใน 3 แห่งพระตรีศักติ ด้วย (ตรีศักติ หมายถึง พระแม่ทั้งสาม ได้แก่ พระแม่อุมา พระแม่ลักษมี พระแม่สรัสวตี) พระองค์มีวิมานสถิต ณ เขาไกรลาส เช่นเดียวกับพระศิวะเทพ มีสัญลักษณ์ประจำพระองค์คือ โยนี (ฐานรองศิวลึงก์) มีทิพยรูปเป็นหญิงที่งดงาม เปี่ยมไปด้วยความเมตตา เป็นมารดาแห่งสรรพชีวิตทั้งปวง ฉลองพระองค์ด้วยอาภรณ์หลากสีสัน ประดับด้วยทองคำอย่างวิจิตร
........พาหนะแห่งพระแม่อุมาเทวี คือ เสือ อันหมายถึงพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ และความสง่างาม

ศาสตราวุธ แห่งพระแม่อุมาเทวีคือ
- ตรีศูล เป็นสัญลักษณ์แห่งการปราบปรามสิ่งชั่วร้าย และ
- ดาบ คือสัญลักษณ์แห่งความเฉียบขาด เป็นผู้ตัดสิน และอยู่เหนือผู้อื่น

พระแม่อุมาเทวี (เจ้าแม่อุมา) มีอวตารอยู่หลายปาง ปางที่สำคัญที่สุดอีก 2 ปางจากพระแม่อุมา คือ ปางพระแม่ทุรคา (ทุรกา) และ ปางพระแม่กาลี (เจ้าแม่กาลี) อ่านได้จากบทความตำนานพระแม่ทุรคาและพระแม่กาลี ในบทต่อๆไป

อีกปางหนึ่งที่อยากแนะนำ แต่ไม่ค่อยมีคนไทยรู้จัก นั่นคือ ปางพระแม่อุมาตากี คือการอวตารของพระแม่อุมาเทวี ที่รวมเอาพระแม่อีก 2 พระองค์เข้าไว้ด้วย คือ พระแม่อุมา พระแม่ลักษมี พระแม่สรัสวดี ได้อวตารรวมเป็นร่างเดียวกัน เหมือนกับพระตรีมูรติ นิยมนับถือกันในหมู่ผู้นับถือนิกายศักติ หรือนิกายที่นับถือเฉพาะเทพสตรีทั้ง 3 พระองค์ว่ายิ่งใหญ่เหนือกว่า พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ อันเป็นเทพบุรุษสูงสุดแห่งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
.........ตำนานพระแม่อุมาเทวี

ตามตำนานโบราณกล่าวกันว่า "พระแม่อุมา " นั้นแต่เดิมเกิดขึ้นจากการที่พระศิวะใช้พระหัตถ์ข้างขวาลูบเบาๆ ที่กลางพระอุระ พระแม่อุมาจึงจุติขึ้นกลางทรวงอกของพระศิวะ บ้างก็กล่าวไว้ว่าพระแม่อุมาเทวีเป็นธิดาของ ท้าวหิมวัต และ พระนางเมนกา เทพผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขาหิมาลัย แต่ในบางคัมภีร์กล่าวไว้ว่าพระอุมาเป็นธิดาของ พระทักษะประชาบดี และเป็นพี่น้องกับ พระแม่คงคา (พี่สาวของพระแม่อุมา) พระอุมาในภาคนั้นมีพระนามว่า พระสตี เป็นชายาของ พระมุนีภพ คือ พระศิวะ อีกภาคหนึ่ง

เรื่องราวในตอนนี้คงเป็นตอนก่อนกำเนิดเป็นพระแม่อุมาเทวี ซึ่งได้ปรากฏเป็นเรื่องเล่าขานกัน เริ่มต้นจากความจงรักภักดีด่อพระสวามี (พระศิวะ) โดยพระนางได้ใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้ไฟเผาไหม้ตนเอง

ซึ่งกล่าวไว้ว่า พระศิวะ ทรงอวตารลงมาในภาคของ มุนีภพ แต่ก็ด้วยความที่พระองค์ทรงแปลงร่างอวตารลงมาในชุดนุ่มห่มแบบปอนๆ มอซอ และมีสังวาลสวมคอเป็นประคำโดยนำกระดูกมาร้อยต่อกัน ไว้ผมหนวดเครารุงรัง ชอบนอนตามป่าช้า ร่างกายมีกลิ่นตัวเหม็นสาบ (แตกต่างจากการแบ่งภาคอื่นๆ) ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมสร้างบารมี ด้วยการบำเพ็ญตน บำเพ็ญตบะ ซึ่งกาลต่อมาด้วยบุญกรรมที่สร้างสมกันมาแต่ก่อน ทำให้พระนางสตีมองเห็นรูปกายที่แท้จริงว่าพระมุนีภาพองค์นี้ก็คือ ภาคหนึ่งแห่งองค์พระศิวะผู้เป็นผู้ใหญ่ในสามโลก พระนางสตีจึงตกลงใจอยู่คอยรับใช้ดูแลในฐานะชายา ฝ่ายพระทักษะประชาบดีมิได้เห็นด้วยกับความคิดของพระนางสตีนัก แต่ก็มิได้ขัดขวางแต่ประการใด ก็มีความคิดที่มาได้ไม่ชอบใจในตัวของพระมุนีภพเลย กลับแสดงความรังเกียจในการกระทำ ทั้งรูปร่าง การแต่งกายของพระมุนีภพมาโดยตลอด
.........พระทักษะประชาบดีนั้นมีพระธิดามากมายนัก และก็มากด้วยราชบุตรเขยเช่นกัน เป็นต้นว่า พระจันทร์ พระยมราช และพระมุนีอีกจำนวน 11 องค์ ซึ่งล้วนแต่มีอิทธิฤทธิ์บารมีทั้งสิ้น

ฝ่ายบรรดาราชบุตรเขยต่างๆ ก็คอยเอาอกเอาใจผู้เป็นพ่อตาอยู่เป็นนิจตลอดมา เว้นก็แต่พระมนีภพผู้เป็นสวามีพระนางสตีเท่านั้น ที่ไม่เคยเข้ามาเอาใจเลย จึงเป็นเหตุผลอีกกรณี ที่ทำให้พระทักษะประชาบดียิ่งไม่พอใจมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก

จนกระทั่งวันหนึ่งพระทักษะประชาบดีต้องการจัดพิธียัญกรรม โดยพิธีการนี้ได้เชิญเหล่าเทพต่างๆ บนสวรรค์ พร้อมทั้งเหล่าราชบุตรเขยเข้าร่วมในพิธีกรรมนี้ทุกองค์ แต่ก็ยกเว้นพระมุนีภพเพียงพระองค์เดียว ที่ไม่ได้ให้เข้าร่วมพิธียัญกรรมในครั้งนี้ด้วย ด้านพระนางสตีเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงเข้าสอบถามกับผู้เป็นบิดาถึงเรื่องนี้ ว่ามีเหตุอันใดจึงไม่เชิญพระสวามีของตนให้เข้าร่วมพิธียัญกรรม ฝ่ายผู้เป็นพ่อแรกๆ ก็กล่าวถึงการกระทำ การแต่งกายของพระมุนีภพว่าไม่เหมาะสมและพูดจาดูหมิ่น ดูถูกพระมุนีภพในทางที่เสียหาย ซึ่งทุกสิ่งที่กล่าวได้กระทำต่อหน้าราชบุตรเขยองค์อื่นๆ ที่มาร่วมในงานนี้ แต่พระนางสตีก็อ้อนวอนต่อบิดา ให้พระสวามีของตนได้เข้าร่วมในพิธีนี้ จนพระทักษะประชาบดีเกิดความรำคาญเป็นยิ่งนัก จึงกล่าววาจาด้วยเสียงอันดัง ต่อหน้าผู้เข้ามาร่วมในพิธีด้วยความดูหมิ่น รังเกียจต่อพระมุนีภพยิ่งนัก จนในที่สุดพระนางสตีผู้จงรักภักดีต่อสวามีของตน สุดที่จะทนต่อไปได้ ในวาจาที่รับฟังจากพระบิดาตนเองที่กล่าวประจานพระมุนีต่อหน้าผู้อื่น
.......พระนางสตีจึงตัดสินพระทัยแสดงอิทธิฤทธิ์ เปล่งแสงเปลวไฟอันร้อนแรงจากภายในกาย จนเผาตนเองมอดไหม้ต่อหน้าพระบิดาและผู้ร่วมพิธี จนสิ้นชีพในที่สุด (บางคัมภีร์กล่าวไว้ว่าพระนางสตีกระโดดเข้ากองไฟในพิธี)

ฝ่ายพระศิวะในภาคพระมุนีภพ เมื่อได้ฟังคำเล่าบอกจาก พระฤๅษีนารท (ฤาษีนารอด) ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระชายาของพระองค์ทรงเศร้าเสียใจเป็นที่สุด จากความเศร้าที่ทรงมีอยู่นั้น จึงทรงดึงเส้นผมออกมาปอยหนึ่ง ก็บังเกิดเป็นอสูรร่างกายใหญ่โต มีฤทธิ์เดชมากมาย มีพันเศียร พันกร สวมประคำหัวกระโหลกและงู นามว่า อสูรวีรภัทร บางคัมภีร์กล่าววาอสูรวีรภัทรนี้แบ่งภาคโดยออกจากพระโอษฐ์ของพระศิวะ

........แล้วพระศิวะจึงได้สั่งให้อสูรวีรภัทรไปยังพิธีที่จัดขึ้นและให้ทำลายพิธีนั้นให้สิ้นในที่สุด ฝ่ายอสูรวีรภัทรเมื่อรับฟังคำสั่งจึงตรงไปยังพิธีทันที พร้อมด้วยเหล่าสมุนยักษนับถัน เมื่อไปถึงจึงเข้าอาระวาดทำลายพิธี และบรรดาเทพทั้งหลายที่มาร่วมงานต่างก็หลบหนีทันบ้างไม่ทันบ้าง ก็พากันบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย โดยอสูรวีรภัทร เมื่อทำลายพิธีแล้ว จึงได้ประกาศในพิธีว่า นี่คือโทษที่ต้องได้รับจากพระศิวะ ส่วนพระทักษะประชาบดีบิดาของพระสตีได้ถูกอสูรวีรภัทรพ่นไฟใส่พระเศียรจนขาดกระเด็นมอดไหม้เป็นจุล และเมื่อหัวขาดแล้วอสูรวีรภัทรจึงนำหัวนั้นโยนเข้ากองไฟมอดไหม้ไปด้วยความแค้นที่ดูหมิ่นในศักดิ์ศรีของพระศิวะ เมื่อทกอย่างเสร็จตามคำบัญชาของพระศิวะ อสูรวีรภัทรพร้อมสมุนยักษ์จึงยกทัพกลับไปเข้าเฝ้าพระศิวะดังเดิม อสูรวีรภัทร พร้อมสมุนยักษ์จึงทัพกลับไปเข้าเฝัาพระศิวะดังเดิม

เหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าเทพทั้งหลาย รวมถึงบรรดาราชบุตรเขยที่รอดชีวิตมาได้ พากันไปขอความช่วยเหลือจาก พระพรหม เพื่อให้ทรงแนะหาทางแก้ไขว่าควรจะทำเช่นไรจึงจะทุเลาความโกรธกริ้วของพระศิวะได้ เพื่อไม่ให้โลกถูกทำลายลงไป เพราะพระศิวะเป็นเทพผู้ทำลาย พระพรหมเมื่อได้ฟังแล้วจึงได้นำเหล่าเทพทั้งหลายนั้นไปเข้าเฝ้าพระศิวะที่เขาไกรลาส เพื่อขอความเห็นใจและขมาในสิ่งที่เกิดขึ้น จนในที่สุดการเจรจาพูดคุยกันนั้น พระศิวะจึงยอมสงบศึกพร้อมกับช่วยชุบชีวิตเหล่าเทพที่ได้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งนี้การชุบชีวิตนั้นก็รวมถึงพระทักษะประชาบดีผู้เป็นพ่อตาของพระองค์ด้วย แต่เศียรที่มอดไหม้ไปนั้นมิได้ทรงนำมาคืนให้ พระองค์ได้นำหัวแพะมาต่อให้กับพระทักษะประชาบดี เพื่อแสดงให้เหล่าเทพทั้งหลายได้เห็นความโง่ของพระทักษะประชาบดี แม้แต่รูปกายภายนอกจะเป็นเช่นไร ก็ไม่สมควรดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามผู้นั้นโดยมิได้ดูถึงเนื้อแท้และการกระทำที่ดีของเขาเลย
เมื่อเรื่องทุกอย่างจบลงด้วยดีแล้ว พระศิวะจึงมุ่งไปบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญตนเป็นมุนีต่อในป่าหิมพานต์
เพื่ออุทิศกุศลให้กับพระนางสตี ผู้เป็นชายาของพระองค์ต่อไป...
.......กำเนิดพระอุมาเทวี
(ชายาแห่งพระมหาศิวะเทพ)

กล่าวต่อจากเนื้อหาที่พระนางสตีที่ได้สละชีวิตของพระนาง เพื่อปกปัองศักดิ์ศรีแห่งพระศิวะเทพผู้สวามี ด้วยการใช้ไฟเผาไหม้ร่างกายตนจนสิ้นชีพ ในการต่อมา พระศิวะเทพจึงได้เข้าสู่การบำเพ็ญสมาธิ โดยมิได้ติดต่อผู้ใดเป็นระยะเวลานาน จนบรรดาทวยเทพทั้งหลายพากันเป็นห่วงถึงจักรวาล จึงได้รวมกันไปเข้าเฝ้าพระวิษณุเทพเพื่อขอให้หาหนทางแก้ไขเรื่องดังกล่าว ชึ่งพระองค์ก็ได้กล่าวว่าคงต้องช่วยกันนั่งสมาธิส่งจิตถึงพระแม่ศักดิ-ศิวา ขอให้พระองค์ทรงอวตารแบ่งภาคมาเกิดบนโลกมนุษย์อีกครั้ง เพื่อให้พระศิวะทรงออกจากสมาธิกลับมาปกครองจักรวาลแห่งนี้

พระอุมา จึงถือกำเนิดในคืนที่ 9 เดือนมธุ (มีนาคม-เมษายน) ตั้งแต่แรกเกิดพระอุมาทรงเป็นที่รักยิ่งของทุกๆ คน จึงได้นามว่าพระปารวตี... ต่อมาเมื่อเติบใหญ่ พระอุมามีความตั้งใจยิ่งที่จะออกบำเพ็ญพรต เมื่อได้ศึกษาวิชาจากพระอาจารย์ต่างๆ จนชำนาญเก่งกาจมีความสามารถระลึกชาติได้
.......(เมื่อเยาว์วัย พระฤาษีนารทได้ทำนายชะตาไว้ว่า พระอุมานั้นทรงมีลักษณะมงคลยิ่งนักและจะนำความสุขมาสู่ครอบครัว คู่ครองของพระนางจะมีลักษณะเป็นโยคีนุ่งห่มหนังเสือหนังช้าง!!) ดังนี้แล้ว ท้าวหิมวัตและพระนางเมนกาตระหนักดีว่าการทำนายของพระฤาษีนารท (พระฤาษีนารอด) แม่นยำยิ่งนัก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีหนทางใดที่จะนำพระอุมา ธิดาแห่งตนให้พบกับพระศิวะเทพได้ ด้วยว่าพระศิวะเทพทรงอยู่ในระหว่างการบำเพ็ญตนเข้าสมาธิ
.....แต่ก็ด้วยวาสนาของการเป็นคู่ครองกันในอดีตชาติ ในช่วงเวลาที่พระศิวะทรงเสด็จไปยังดินแดนอิษชิปรัสกะเพื่อทำสมาธิ ท้าวหิมวัตจึงทรงเสด็จเข้าเฝ้า กล่าวสรรเสริญขออุทิศตนเป็นทาสรับใช้ของพระศิวะเทพ จนพระองค์พอพระทัยยิ่งจึงลืมพระเนตรออกจากสมาธิ และกล่าวขอให้ท้าวหิมวัตช่วยจัดสถานที่นั่งสมาธิ ณ คงคาวัตวัณในแคว้นหิมาลัย และสั่งห้ามมิให้ใครเข้ามารบกวนในที่นั่นเป็นเด็ดขาด ท้าวหิมวัตจึงได้ทำตามพระประสงค์ จนรุ่งเช้าท้าวหิมวัตจึงพาพระอุมาให้นำผลไม้ถวายต่อพระศิวะ พร้อมทั้งกล่าวว่าขอให้พระองค์ทรงรับพระประวัติเป็นข้ารับใช้ด้วย เมื่อพระศิวะลืมพระเนตร เห็นความงดงามของพระอุมา จึงเกิดความรักและพอพระทัยยิ่งนัก แต่ก็ทรงหักพระทัยเข้าสู่สมาธิโดยทันที

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ท้าวมหิมวัตจึงสวดอ้อนวอน เพื่อให้พระศิวะลืมพระเนตรอีกครั้งและกล่าวว่าในทุกๆ วันตนและบิดาจะมาเป็นผู้เคารพบูชาพระองค์ พระศิวะจึงกล่าวตอบกับท้าวหิมวัตว่า เหตุที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญสมาธิคือสตรี ซึ่งผู้บำเพ็ญตนที่ดีอาจถูกทำลายสมาธิลงได้ สตรีคือฐานแห่งความรักใคร่ความสำราญ สตรีจะเป็นผู้ทำลายสิ้น
..........พระอุมาจึงกล่าวแสดงความเคารพต่อองค์ศิวะ และทูลอย่างสุภาพว่า พระศิวะคือจ้าวแห่งสมาธิกรรมูฐานเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งจักรวาล ไม่มีการโอนเอนต่อพลังที่เหนือธรรมชาติ แล้วใยจึงเกรงกลัวต่อสตรีอย่างพระนางด้วย พระศิวะเมื่อได้ฟังจึงต้องยอมจำนนกับคำโต้ตอบ และได้อนุญาตให้พระอุมาและสหายของพระนางเข้าออกได้ เพื่อรับใช้ตามที่ต้องการ ส่วนพระอุมา ก็ได้เข้ารับใช้มหาเทพด้วยการล้างพระบาทและดื่มน้ำนั้นเป็นประจำ ถวายการรับใช้อย่างไม่ย่อท้อ พร้อมทั้งขับกล่อมบทเพลงแสดงความเคารพต่อพระศิวะเรื่อยมา

พระศิวะเทพปฏิบัติสมาธิด้วยโดยปฏิญาณไว้ว่า ผู้ที่จะเป็นคู่ครองจะต้องเป็นโยคินีด้วย จึงจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ ฝ่ายฤาษีนารท จึงแนะนำให้พระอุมาบำเพ็ญตนที่คงคาวัตวัณเป็นเวลาสามพันปีเทพ โดยฤดูร้อนให้ก่อไฟรายล้อม และสวด "โอม นะมัส ศิวายะ" ส่วนในฤดูฝนให้นั่งบนผืนดินปล่อยให้กายชุ่มน้ำฝน และให้สำรวมจิตเป็นที่ตั้ง ในฤดูหนาวให้ประทับในน้ำเพื่อทำสมาธิต่อพระศิวะ ปีแรกให้ทานผลไม้ ปีต่อมาเป็นผักและใบไม้ ปีที่สามอดอาหารและทำสมาธิอย่างเดียว
.........สิ่งที่พระอุมาปฏิบัตินี้ พระศิวะเทพผู้มองเห็นการกระทำจึงพอพระทัยนักในฐานะโยคินี แต่พระองค์ต้องพิสูจน์ในความมั่นคงของพระอุมาด้วย จึงให้ฤๅษีเข้าทำลายความตั้งมั่นของพระอุมา ฝ่ายพระอุมาก็ทรงยึดมั่นต่อพระศิวะมิอาจเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของตนลงได้จนพระศิวะแปลงเป็นพราหมณ์เฒ่ามากล่าวด้วยวาจาต่างๆ เพื่อให้จิตใจสั่นคลอน แต่ก็มิเป็นผล สุดท้ายพราหมณ์เฒ่าจึงกลับกลายเป็นพระศิวะเทพต่อหน้าพระอุมา และกล่าวคำรับนางเป็นคู่ครอง และได้เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรส พระศิวะและพระแม่อุมาจึงเป็นเทพคู่ครองกันแต่นั้นเป็นต้นมา......


จาก www.siamganesh.com/......ครับ

โดยคุณ Matin22 (4K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 18:58 น.] #584905 (23/36)
โอ้..ความรู้เต็มๆครับ..

โดยคุณ หิรัญ (660)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 18:59 น.] #584906 (24/36)

โดยคุณ korachaa (1.3K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 20:10 น.] #584948 (25/36)
น่าจะเป็น พระแม่ลักษมี พระชายา ของ องค์พระนารายณ์ เป็นเทพแห่งความมั่งคั่ง ปกติเขาว่าจะบูชาคู่กับ พระพิฆเนศครับ

โดยคุณ โพธิ์ทอง (7.8K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 20:50 น.] #585023 (26/36)
ข้อมูลดีจริงๆ..............จร้า....
อ่านนานๆ ตาลายเหมือนกันแฮะ..... ...

โดยคุณ โลมาสีขาว (5.6K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 21:13 น.] #585047 (27/36)


(D)


เยี่ยม ทุกท่านค่ะ


โดยคุณ chaimongkol (1.4K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 21:25 น.] #585059 (28/36)
.......................... เหมือนกันมาก

โดยคุณ textile007 (10.2K)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 23:23 น.] #585206 (29/36)


(D)
องค์แม่ลักษมีครับอาจารย์ สายตรงจากอินเดียเลยครับ (เพื่อนเก่าผมเองเมื่อหลายปีก่อนครับ)

โดยคุณ toei89 (625)  [อา. 05 เม.ย. 2552 - 23:42 น.] #585221 (30/36)
ศึกษาด้วยครับ

โดยคุณ oboyzaa (545)  [จ. 06 เม.ย. 2552 - 00:39 น.] #585241 (31/36)
แวะมาศึกษาด้วยครับผม ขอบคุณครับ

โดยคุณ bannapong (1.2K)  [จ. 06 เม.ย. 2552 - 07:25 น.] #585319 (32/36)

โดยคุณ pui_l (1.2K)(1)   [จ. 06 เม.ย. 2552 - 08:11 น.] #585369 (33/36)

โดยคุณ pusit (1.7K)  [จ. 06 เม.ย. 2552 - 08:47 น.] #585424 (34/36)


(D)
กราบขอบพระคุณทุกคำตอบ.....และทุกท่านที่เข้าชม
ขอบคุณน้องprizz ที่ขยันหาข้อมูลมาให้ศึกษา...ขอบคุณครับ

โดยคุณ supperA (2.1K)  [จ. 06 เม.ย. 2552 - 10:20 น.] #585509 (35/36)


(D)
จากภาพ น่าจะเป็นปาง GAJA LAKSHMI ภาพบน ที่อยู่ตรงกลาง ดูเหมือนมากที่สุดครับท่านย อ.ภู

โดยคุณ ควร_เบญจ (1.5K)  [จ. 06 เม.ย. 2552 - 11:13 น.] #585546 (36/36)
ความรู้ครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!



www1
Copyright ©G-PRA.COM