 (N)
******* ครูบาสามสี ปัญญาวชิโร********
ครูบาสามสี ปัญญาวชิโร นามเดิม " สามสี บุญญฤทธิ์ " (เป็นหลานแท้ๆของ ปู่กงทอง บุญญฤทธิ์ ) ซึ่งปู่กงทอง เป็นครูบาอาจารย์ของ ปู่น้อย ( ครูบาคำน้อย หรือ หลวงปู่คำน้อย ) วัดภูกำพร้า และ เจ้าบุญอุ้ม เมืองจำปาสัก ประเทศลาว
- ปู่กงทอง ได้กล่าวว่าตอนครูบาสามสีเกิดวันแรก ร่างกายของครูบา ได้เปลี่ยนเป็นสามสีในวันเดียวกัน คือสีขาว สีแดงชาด และสีเหลือง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสามสี และมาเป็น " ครูบาสามสี " ในปัจจุบันนี้
ชีวประวัติ ครูบาสามสี ปัญญาวชิโร
- ในปี 2537 ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงพ่อแสวง ฐิตสาสโน แห่งวัดถ้ำเขาตะพาบ และจำพรรษา ปฏิบัติ อุปัฏฐาก หลวงพ่อแสวง ที่วัดถ้าเขาตะพาบ ต.วังหิน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เป็นเวลา 2 พรรษา ช่วงที่อยู่ที่วัดถ้ำเขาตะพาบ ได้มีโอกาส ฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่เพ็ง พุทธธัมโม แห่งวัดป่าสามัคคีธรรม อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งในขณะนั้น ท่านเป็นเจ้าอาวาส ที่วัดเทิงเสาหิน อ.เทิง จ.เชียงราย ท่านได้มาพักที่ถ้ำเขาตะพาบ ทำให้มีโอกาสได้สนทนาธรรม และฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน และได้รับเมตตารับการถ่ายทอดหลักวิปัสสนา กรรมฐานจากท่าน ปี 2539 หลังจากออกพรรษา ได้กราบลา หลวงพ่อแสวง ฐิตสาสโน เพื่อออกเดินทางไปหาที่ปฏิบัติ
ได้เดินทางมาถึง วัดเขาปลาร้า อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ซึ่งขณะที่มาถึง ได้เป็นวัดร้าง เสนาสนะ ทรุดโทรม ขาดคนดูแล ครูบาสามสี ท่านเห็นแล้วจึงเกิดสังเวช และได้พักที่วัดเขาปลาร้า ตกกลางคืน ได้เกิดนิมิตขึ้นว่า พระอาจารย์อุทัย จันทวังโส อดีตเจ้าอาวาส มาอารธนานิมนต์ ให้ ครูบาสามสีช่วยเป็นธุระ บูรณะวัดแห่งนี้ ด้วยเถิด ( อาจารย์อุทัย จันทวังโส ท่านได้มรณภาพ ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะเดินทางไปซื้อวัสดุมาก่อสร้างวัด ) คืนนั้นครูบาสามสี เข้ากรรมฐาน และเกิดสุภนิมิต เห็นดวงแก้วส่องสว่างเหนือวัดเขาปลาร้า ทำให้เกิดปิติ ไม่หลับนอนตลอดจนรุ่งเช้า ตอนเช้าหลังจากฉันภัตตาหารเช้าเสร็จ ญาติโยมบ้านเขาปลาร้า ได้มานิมนต์ท่านให้อยู่จำพรรษา ท่านจึงรับขันนิมนต์ ซึ่งบ้านเขาปลาร้าเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากรประมาณ 35 หลังคาเรือน ครูบาสามสีท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเขาปลาร้า จนถึงปี 2542 ตลอดเวลาที่อยู่ที่วัดเขาปลาร้า
ได้ทำการรักษาญาติโยมด้วยสมุนไพร ที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์หลายๆท่าน จนมีญาติ
โยมหลั่งไหลมารักษาไม่ขาดสาย ตลอดจนได้สร้างถาวรวัตถุ ภายในวัดเช่น กุฏิสงฆ์ ศาลาธรรมสังเวช ศาลาการเปรียญ
- เกิดสังเวช เห็นคนเจ็บป่วยมากมาย ต่างมาพึ่งพา หวังให้หายป่วยจากโรคภัยที่เป็นอยู่ บางคนก็หาย แต่บางคนก็พอทุเลา ท่านเห็นว่า ถ้ายังรักษาอยู่อย่างนี้ ข้อวัตรภายใน คงไม่ถึงใหนแน่ จึงได้ลาญาติโยมชาวบ้านเขาปลาร้า ออกเดินทางแสวงหาโมกขธรรม ได้เดินทางไปกราบ หลวงปู่หมอน ชินภาโส ซึ่งท่านเป็นพระกรรมฐานฝั่งลาว และได้จำพรรษา ศึกษาเล่าเรียนวิชาจากท่าน ที่ ถ้ำขาม ภูช้างแห่ เมืองปากเซ แขวงจำปาศักดิ์ ตลอดเวลาที่พักอยู่ที่ถ้ำขาม อุปัฏฐากหลวงปู่หมอน ได้มีโอกาส สนทนาธรรม และฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์สายฝั่งลาว อีกหลายรูป เช่น หลวงปู่มั่น จันทสโร แห่งวัดธาตุโพน แขวงสะหวันนะเขต หลวงปู่ฝ้าย ปภัสโร แห่งวัดกุดสิม แขวงสะหวันนะเขต ได้ศึกษาตำหรับยาสมุนไพรโบราณ และวิทยาคมเพิ่มเติม
-ได้จาริกไปหลายเมืองทางฝั่งลาว จนถึงปี ได้เดินทางข้ามมาฝั่งไทย ได้ไปจำพรรษาที่
วัดป่าบ้านเป้า กิ่งอำเภอเหล่าเสือโกรก จ.อุบลราชธานี เป็นวัดป่า มีเนื้อที่ 500 ไร่เศษ ซึ่งได้จำพรรษาที่วัดป่าบ้านเป้าเป็นเวลา 2 พรรษา ปี 2544 ได้เดินทางมาอุปัฏฐาก หลวงปู่น้อย จิตตคุตโต แห่งวัดภูกำพร้า มุกดาหาร ซึ่งขณะนั้นท่านชราภาพมากแล้ว ได้ติดตามหลวงปู่น้อยและได้รับการถ่ายทอดวิชาวิปัสสนากรรมฐานจากท่าน จนกระทั่ง พฤจิกายน 2545 หลวงปู่น้อย จิตตคุตโต ท่านได้ละสังขาร ด้วยอาการสงบ หลังจากเสร็ดงานและวางธุระ จากวัดภูกำพร้าแล้ว ท่านได้เดินทางไปจำพรรษาที่ วัดท่ากระบือ อ.กระทุ่มแบ จ.สมุทรสาคร ตามอารธนานิมนต์ของคุณโยม สาคร ระหงษ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง ได้อยู่พักที่วัดท่ากระบือเป็นเวลา 1 พรรษา ตลอดเวลาที่พักอยู่ที่วัด ท่ากระบือ ซึ่งเป็นวัดของ หลวงพ่อรุ่ง เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำท่าจีน ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อพระครูศิริสาครธรรม เจ้าอาวาสวัดท่ากระบือ รูปปัจจุบัน ได้ศึกษาข้อธรรมจากท่าน ตลอดจนได้ศึกษาแนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อ รุ่ง ติสสโร จากท่าน
- ปี2550 หลังจากออกพรรษา ได้กราบลา หลวงพ่อ พระครูศิริสาครธรรม และญาติโยมวัดท่ากระบือ เพื่อเดินทางไปทางอิสาน ได้มาจำพรรษาที่วัด โพธิ์ชัย บ้านหนองบ่อ ต.หนองบ่อ
อ.นาแก จ.นครพนม เป็นเวลา 1 พรรษา
*** ธุดงค์ขึ้นเหนือ ***
ปลายปี 2551 ได้ลาญาติโยมบ้านหนองบ่อ ธุดงค์ไปยังดินแดนภาคเหนือ เดินทางมาถึงวัดบ้านปากอิง ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย เห็นวัดแล้วเกิดความสังเวช มี ตุ๊ลุงมี พระเมืองอยู่ 1 รูป ( พระเมือง คือ พระพื้นที่ ) ก็ขอพักจำวัด พอรุ่งเช้า ถึงเวลาบิณฑบาต ก็ไม่เห็นท่านตีระฆัง สักที จึงถามตุ๊ลุงมี ว่า ไม่ออกบิณฑบาต หรือครับ ตุ๊ลุงมี ตอบว่า ไม่ต้องหรอก ถึงเวลา เค้าเอามาให้กินเอง จึงรอดูสักพัก ก็เห็นญาติโยม นำอาหารและข้าว มาวางไว้ที่กำแพง แล้ว ตุ๊ลุงมีก้อไปเอาอาหารมาฉัน ซึ่งตอนหลังถึงรู้ว่า ตุ๊ลุงมี พึ่งบวชได้ไม่กี่วัน การบวชก้อเพื่อแก้บน 2 อาทิตย์ จึงยังไม่เข้าใจข้อวัตรปฏิบัติของพระ วันต่อมาครูบาสามสี จึงออกบิณฑบาต และ ชวนญาติโยมลงวัด ถวายจังหัน ภัตตาหาร เช้า ตามวัตรปฏิบัติ ตกกลางคืน ได้เกิดนิมิตขึ้นว่า พยานาคได้มานิมนต์ให้ท่านพักจำพรรษาที่วัดปากอิงแห่งนี้ วัดปากอิง อยู่ติดแม่น้ำโขง และ แม่น้ำอิง ซึ่งแม่น้ำอิงไหลมาจากกว้านพะเยา จ.พะเยา และมาสิ้นสุดลงที่วัดปากอิงและไหลลงสู่แม่น้ำโขง ได้จำพรรษาที่วัดปากอิงแห่งนี้ เป็นเวลา 4 พรรษา จนถึงปี 2555
ได้บูรณะเสนาสนะภายในวัด ตลอดจนความเชื่อเก่าๆของชาวบ้าน จากเคยนับถือผี ถือหอปู่ตา ให้เข้าใจหลักธรรม คำสอนของพุทธศาสนามากขึ้น
ต้นปี 2555 หลังจากลาญาติโยม บ้านปากอิงแล้ว ได้เดินทางกลับมา จำพรรษาที่ วัดภูกำพร้า อ.ดงหลวง จ. มุกดาหาร เป็นเวลา 1 พรรษา
หลังจากออกพรรษาแล้ว ปี 2556 ได้มาพำนักจำพรรษาที่อาศรมบุญญฤทธิ์ อาศรมแห่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ตามกำลังที่ทำได้
ต้นปี 2557 ญาติโยมบ้านหนองบ่อ ได้นิมนต์ไปจำพรรษาที่วัดโพธิ์ชัย เนื่องจากเจ้าอาวาส ได้มรณภาพลง ซึ่งอดีตท่านเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย ท่านอาจารย์ไพทูรย์ กิตติสาโร ท่านมีความสนิทและคุ้นเคยกับ ครูบาสามสี เป็นอย่างดี ด้วยขัดศรัทธาญาติโยมไม่ได้ จึงได้มาพักที่วัดโพธิ์ชัย |