(N)
มวรสารที่อยู่ใน พระขุนแผน "พรายปัทมา" พระอาจารย์น้อย ปฐานปาโล จ.บุรีรัมย์ เร็วๆนี้ มีอะไรบ้างลองชมคับ
ชันโรง ผงธูป ผงงาช้าง ผงพราย
ชันโรง
1.เรื่องเล่า พระอาจารย์ชู วัดปากระวะ หัวไทรและพระเผ้ง ศิษย์ก้นกุฏิของพระครูกาแก้ว(หมุน)เป็นผู้รวบรวม ผงศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาสร้างพระเช่น ผงพระพุทธคุณพระพุทธนมิตร นะโมย่องตาม้า นะโมถอดรูป นะโมถอดห่วง ปถมังพินทุ ปถมังโลกีย์ ปถมังโลกุตตร์ ตรีนิสิงเห นะปัดตลอด ว่านเกษร ๑๐๘ พระผงแตกหักที่วัดท่าโพธิ์ใต้ และชันโรง เป็นต้น ค่าใช่จ่ายในพิธีนี้พระเกจิอาจารย์ผู้เข้าร่วมในพิธีได้ช่วยกันออก เพื่อเป็นส่วนชาติพลีบูชาพระรัตนตรัย ทางคติโบราณเชื่อกันว่า ชันโรงช่วยปกปักรักษาของดีที่อยู่ในองค์พระหรือพระเครื่อง อีกทั้งชันโรงเป็นแมลงที่ไม่ดุร้าย จึงมีเสน่ห์ทางเมตตามหานิยมอีกด้วย ดังนั้น หากผู้ใดได้ครอบครองวัตถุมงคลที่ประกอบขึ้นด้วยชันโรงก็นับได้ว่า ผู้นั้นได้ครบถ้วนแล้วซึ่งของที่มีคุณวิเศษครบทุกทางและเป็นเมตตามหานิยม
2.ชันโรง
ใน บรรดาวัตถุมงคลอาถรรพ์ทั้งหลาย มีวัตถุสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจากสัตว์ตามตำราคณาจารย์แต่โบราณ ปรากฏเป็นการสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวอุดในการสร้างพระชัยวัฒน์ พระกริ่ง หรือการสร้างเบี้ยแก้ประเภทต่างๆ เรารู้จักกันในชื่อ "ชันโรง"
ความจริงชันโรงเป็นชื่อของแมลงชนิดหนึ่งที่อยู่ในตระกูลผึ้ง มีขนาดลำตัวเล็กกว่า และไม่มีเหล็กในในตัวเอง นิสัยเป็นมิตรไม่ดุร้าย มีวิถีชีวิตคล้ายคลึงกับผึ้ง เช่น มีนางพญา มีชันโรงงาน และมีชันโรงตัวผู้ สามารถผลิตน้ำหวาน และขยายเผ่าพันธุ์ในลักษณะเช่นเดียวกันกับผึ้ง
ในสมัยโบราณเราสามารถพบตัวชันโรงได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทางภาคเหนือจะเรียกว่า "แมลงขี้ตังนี" หรือ "แมลงขี้ตึง" แปลว่าแมลงที่ผลิตหรือเก็บน้ำยางได้ ทางภาคอีสานเรียก "แมลงขี้สูด" นิยมนำไปอุดแคน หรือถ่วงเครื่องดนตรีประเภทระนาด โปงลาง ทำให้เกิดเสียงไพเราะ ส่วนภาคใต้เรียกตัว "อุง" ถ้าตัวเท่าแมลงหวี่เรียกอุงแมงโลม เพราะชอมมาตอมไต่ผู้คนเวลาเดินป่า ถ้าตัวใหญ่เรียกอุงหมี นอกจากนี้ บางพื้นที่ยังรู้จักกันในชื่อ "ตัวชำมะโรง" อีกด้วย
ลักษณะ ของ "ชันโรง" ที่นำมาใช้ประกอบจัดสร้างวัตถุมงคลหรือวัตถุอาถรรพ์นั้น จะเป็นยางไม้เหนียวข้นคล้ายกับชันที่ยาเรือ ตัวชันโรงจะเก็บยางจากไม้ใหญ่ต่างๆ นำมาผสมกับมูลแล้วอุดรูร่องรอยสร้างขึ้นเป็นรัง เราจะสามารถพบเห็นรังของชันโรงได้ตามโคนต้นไม้ใหญ่ๆ ตามโพรงของกิ่งไม้ และบริเวณใต้ดิน โบราณาจารย์นิยมนำชันโรงมาอุดก้นพระชัยวัฒน์ พระกริ่ง หรืออุดปรอทในเบี้ยแก้ เบี้ยจั่น
เนื่องจากคติความเชื่อว่าชันโรงเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้วัตถุที่ลงอาคม เช่น เม็ดกริ่ง กระดาษสาเขียนยันต์ ผงใบลาน พระคาถา ที่คณาจารย์ทำพิธีและบรรจุไว้ในพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ ตลอดจนวัตถุมงคลอื่นๆ หลุดออกไปจากวัตถุมงคล
การทำชันโรงประกอบขึ้นเป็นวัตถุมงคลนั้นถือ ว่าเป็นพิธีกรรมที่สืบทอดมาแต่โบราณ ผู้ทำจะต้องทรงวิทยาคุณแก่กล้า และรู้จักวิธีการ "หา" ชันโรง ที่นิยมใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณจะเป็นชันโรงใต้พื้นดิน โดยจะต้องเริ่มสังเกตโพรงบนพื้นดินที่ยื่นขึ้นมาเป็นรูปกรวย ซึ่งตรงกลางจะกลวง กรวยดินนี้จะกระจัดกระจายอยู่ในละแวกเดียวกันหลายกรวย ซึ่งก็คือทางเข้าออกของตัวชันโรงที่อยู่ใต้ดิน ให้สังเกตบริเวณใกล้ๆ กันนั้นมักจะมีจอมปลวกขึ้นอยู่ด้วย
เมื่อพบแล้วต้องทำพิธีกรรมตามตำรา แล้วขุดลงไป บางทีต้องขุดลึกถึง 1-2 เมตร จึงจะได้ชันโรงตามที่ต้องการ ส่วนชันโรงอีกชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาทำวัตถุอาถรรพ์ ก็คือ ชันโรงที่พบในโพรงไม้ที่ยืนตายซาก โบราณท่านว่าดีนักแล
ณ ปัจจุบันจะหาใครทำชันโรงประกอบขึ้นเป็นสิ่งมงคลได้ยากแล้ว คนที่รู้จักก็น้อยลง และรังชันโรงก็ถูกตึกรามบ้านช่องรุกราน ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ตามท่อน้ำประปา หรือรูตามเสาไฟฟ้า ต้นไม้ที่จะเก็บยางก็ไม่มี จนดูท่าชันโรงอาจจะสูญสลายหายไปในที่สุด
คติโบราณท่านถือว่านอกจากชันโรงจะช่วยปกปักรักษาของดีแล้ว ด้วยความที่ชันโรงเป็นแมลงไม่ดุร้าย จึงมีเสน่ห์ทางเมตตามหานิยมอีกด้วย ดังนั้น หากผู้ใดได้ครอบครองวัตถุมงคลที่ประกอบขึ้นด้วยชันโรงก็นับได้ว่าผู้นั้นได้ ครบถ้วนแล้วซึ่งของที่มีคุณวิเศษและเมตตามหานิยมครับผม
ผงมวลสารในถาด ลงยันต์
1.เถ่าผงกระดูก 7 วัด
2.ผงมณีจันดา 105 ถ้ำ ประเทศกัมพูชา
3.ผงธูปเขาพนมกุเลน
4.ผงพรายกุมาร พระอาจารย์บุรี สำนักสงฆ์สว่างไสว บุรีรัมย์
5.ผงพุทธคุณ ลพ.เมียน วัดจะเนียง
6.ผงพรายกุมาร ลป.ทิม วัดละหารไร่
ผงธูป(ผงอธิฐาน) จากวัดดังๆมากมาย เช่น
1.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) กทม.
2.วัดระฆังโฆสิตาราม กทม.
3.วัดไชโยวรวิหาร(เกศไชโย) อ่างทอง
4.วัดไร่ขิง จ.นครปฐม
5.วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี
6.วัดบางไผ่ จ.นนทบุรี
7.วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม. 8.วัดบางนมโค จ.อยุธยา. 9.วัดท่าการ้อง จ.อยุธยา. 10.วัดภูเขาทอง จ.อยุธยา. 11.วัดพุทไธสวรรค์ จ.อยุธยา 12.วัดพนัญเชิง จ.อยุธยา. 13.วัดใหญ่ชัยมงคล จ.อยุธยา. 14.วัดโบสถ์ จ.ปทุมธานี. 15.ผงธูป เขาพนมกุเลน ป.กัมพูชา. 16.วัดพระยาธรรม. กทม. 17.วัดพระนอนจักรศรี จ.สิงห์บุรี. 18.วัดสุทัศเทพวรราม กทม.
"ผงงาช้าง"
คุณ ที่วิเศษของผงงาช้าง ซึ่งมีโยมมาถวายให้พระอาจารย์นัอย ที่วัด ท่านจึงนำมาเป็นมวลสารผสมเป็นหัวใจหลักของพระขุนแผน "พรายปัทมา"
"งาช้าง" ในความเชื่อนั้นมีคุณในทางมหาอำนาจ อุดมโชคลาภ ป้องกันเสนียด
อัปปรีย์ จัญไร ขจัดอุปสรรค มีชัยชนะเหนือศัตรู เหตุอุบาทว์เภทภัยอันตรายสิ่งอวมงคลทั้งปวงให้เสื่อมสูญไป
การนี้ได้นำมาลงอักขระยันต์มหาอำนาจ ลงอาคมตรึงด้วยหัวใจคชสาร แล้วจึงเสกเรียกอาการ 32 ลงในผงงาช้าง แล้วเพื่อนำมาเป็นมวลสาร โดยตั้งราชวัตร ฉัตรธง ในวิหารมหาอุตม์ประกอบพิธีในดิถี ตามฤกษ์ ตั้งเครื่องบวงสรวงสังเวยบูชาฤกษ์ เทวดาอัฏฐาทิศ และไหว้ครูอักขระเลขยันต์ เพื่อบอกกล่าวครูบาอาจารย์ และเทพยดาที่สถิตรักษา"งาช้าง"นี้ จากนั้นจึงได้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน ๙ รูป เจริญพระพุทธมนต์บทพุทธชัยมงคลคาถา
ซึ่งตาม"ตำนาน"ได้กล่าวไว้ว่าสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ได้ถวายมนต์บทนี้ใหัแด่"สมเด็จพระนเรศวรมหาราช"ไว้สวดเป็นประจำ ทั้งเวลาประทับ ณ พระบรมมหาราชวัง และในระหว่างศึกสงคราม ก็ทรงมีชัยชนะเหนืออริราชศัตรูตลอดมา ด้วยเดชะพาหุงมหากา ที่ทรงเจริญอยู่เป็นประจำนั่นเอง
ดังนั้น เนื้อผง"งาช้าง"นี้ จึงมีคุณวิเศษในตัวเองอันอาศัยพลังงานเหนือโลกที่มีอยู่ในงาช้าง และประกอบด้วยมวลสาระสำคัญต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะมวลสารหลักคือ ผงพรายหลวงปู่ทิมฯ ที่ได้จากพระสมเด็จฐานแพะ,พระกรุพิมพ์พระประจำวัดเกิด ปี17,ลูกอมผงพราย ลป.ทิมฯ ออกวัดโพธิสัมพันธ์ จ.ชลบุรี ,พระปิดตาผงพราย ลป.ทิมฯ วัดบ้านคลอง,พระผงพราย พระคณาจารย์สายภาคตะวันออก,ผงพราย ครูบาแบ่ง,ผงพราย ลพ.ทอง วัดราษฎร์ศรัทธา จ.เพชรบูร์ ฯลฯ ตั้งดีพลีถูกตามแบบอย่างครูบาอาจารย์ที่ได้สอนสั่งมา ย่อมส่งผลให้ เนื้อผงงาช้าง มีพุทธคุณโดดเด่นทางด้านมหาอำนาจ อุดมสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล แก่ผู้ครอบครองทุกประการ
-เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง กับ พระขุนแผน "พรายปัทมา" |