 (N)

ครูบาสามสี ปญฺญาวชิโร ที่มาแห่งอาศรมบุญญฤทธิ์ และ วัตถุมงคล
ครูบาสามสี ปญฺญาวชิโร นามเดิม สามสี บุญญฤทธิ์ เป็นบุตรคนเดียวของ นายพิมพ์สร บุญญฤทธิ์ (บุตรชายของหลวงปู่กงทอง บุญญฤทธิ์) และ นางจิตรอาวรณ์ บุญญฤทธิ์ (นามสกุลเดิม เหมะธุลิน ต้นตระกูลภูไทยวาริชภูมิ ) เกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2517 ตรงกับวัน พฤหัสบดี แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ณ.วังเจ้าบุญอุ้ม ณ.แขวงจำปาศักดิ์ ส.ป.ป.ลาว เนื่อจากช่วงเวลาที่ท่านเกิดนั้น หลวงปู่กงทอง ได้พาครอบครัวลี้ภัยทางการเมือง คอมมิวนิสต์ ในสมั้ยนั้น ไปอยู่ยัง ส.ป.ป.ลาว ตั้งแต่ ปลายปี ๒๕๑๖ ก่อนท่านจะเกิด ประมาณ 9 เดือนนั้น หลวงปู่กงทอง ท่านบอกว่า ญาสามจะมาอยู่นำเด้อ (ซึ่งคนอีสานสมัยโบราณถ้าเรียกใครว่า ญาจะต้องเป็นคนมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ มี บุญญาธิการเป็นต้น) ต่อมาเมื่อวันที่ครูบาสามสีเกิดนั้น หลวงปู่กงทอง ได้เล่าว่า เกิดพายุฝนฟ้าคะนองตั้งแต่ย่ำค่ำจนย่ำรุ่ง จนครูบาสามสีคลอด ซึ่งการคลอดก็ผิดเด็กปกติโดยทั่วไป คือผู้เป็นแม่คือนางจิตรอาวรณ์ ไม่มีอาการเจ็บท้องเป็นสัญญานมาก่อน การคลอดก็ง่ายเหมือนกลั้นใจแค่อึดใจเดียว และขณะที่ท่านครูบาสามสีเกิดนั้น ร่างกายได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนสีแดงชาด อยู่ประมาณ ๑ ชั่วโมง เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลสว่าง อยู่ประมาณ ๑ ชั่วโมง และ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เหมือนสีขมิ้น อยู่ประมาณ ๑ ชั่วโมง ซึ่งเป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หลายคน รวมถึงเจ้าบุญอุ้ม
***เท้าความถึงหลวงปู่กงทอง บุญญฤทธิ์ ท่านเป็นศิษย์เอกของ หลวงปู่สอน ตาทิพย์แห่งถ้าภูค้อ บ.มะนาว ต.พังแดง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งท่านเป็นผู้สืบทอดวิทยาคมมาจาก หลวงปู่สอน หลวงปู่สอน เป็นพระสุปฏิปันโนสมัยเดียวกับ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล บูรพาจารย์สายธรรมยุต แต่หลวงปู่สอน ตาทิพย์ ท่านมีอาวุโสพรรษาแก่กว่า หลวงปู่เสาร์ ท่านทั้งสองเคยได้พบปะสนทนาธรรมกันหลายครั้ง เพราะสมัยก่อน เส้นทางผ่านอำเภอดงหลวงมุกดาหาร เขาวง กาฬสินธ์ และเต่างอย สกลนคร ยังไม่เจริญ ยังเป็นป่าเป็นดง
เหมาะแก่การธุดงค์ แสวงหาโมกขธรรมยิ่ง และทางสายนี้ยังเป็นเส้นทางลัดที่ใกล้ที่สุด จากอุบลราชธานี ไปสกลนคร คนโบราณ หรือ พรธุดงค์สายกรรมฐาน จึงใช้เป็นเส้นทางลัดเวลาเดินทาง
หลวงปู่กงทอง บุญญฤทธิ์ ท่านมีลูกศิษย์มากมาย ทั้งฝั่งไทยและ ส.ป.ป.ลาว ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส
ต่างมาฝากตัวเป็นศิษย์กับท่าน รวมถึงเจ้าบุญอุ้ม ณ.จำปาศักดิ์ และ หลวงปู่คำน้อย จิตตคุตโต แห่งวัดภูกำพร้า ด้วย (คนโบราณท่านถือภูมิศีล ภูมิธรรมเป็นใหญ่ พระสงฆ์องค์เจ้าก็กราบฆราวาสได้ ด้วยท่านเห็นดวงธรรมภายใน ไม่ใช่สิ่งอุปโลกน์สมมุติขึ้น อย่างปัจจุบัน )
อุปนิสัยวัยเยาว์ของครูบาสามสี
เป็นเด็กฉลาดและมีไหวพริบดี อยู่ในกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันมักเป็นผู้นำเสมอ แต่อุปนิสัยเป็นคนไม่ยอมคน ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ถูกต้อง พูดจาเสียงดัง ตรงไปตรงมา เห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องของกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกัน มักอาสาเข้าไปแก้ไขให้เสมอ จึงเป็นที่รักและเคารพในกลุ่มเพื่อนมาก
อุปสมบทเมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๗ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๗ ณ.พระอุโบสถ วัดถ้ำรัตนคีรี (เขากวางทอง) ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี พระครูอุทัยบุญญาภิวัฒน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ (ด้วยโยมป้านางพิสมัย วุฒิเสน รับเป็นเจ้าภาพบวชงานบวช สนิทศรัทธากับพระครูอุทัยบุญญาภิวัฒน์ จึงได้นำมาฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน) หลังจากอยู่ปฏิบัติพระอุปัชฌาย์แล้ว ท่านครูบาสามสี ได้ลาท่าน พระครูอุทัยปุญญาภิวัฒน์ เพื่อไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงพ่อแสวง ฐิตสาสโน แห่งวัดถ้ำเขาตะพาบ และอยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำเขาตะพาบ ตำบลวังหิน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งหลวงพ่อแสวงกำลังมีชื่อเสียงในขณะนั้น รวมถึงได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่จักร วัดถ้ำเขารังไก่ จังหวัดชัยนาทและ หลวงปู่บุญเพ็ง พุทธธัมโม วัดเทิงเสาหิน จังหวัดเชียงราย ซึ่งท่านเหล่านี้ล้วนเป็นเกจิดังในขณะนั้น ได้มีโอกาสสนทนาธรรม กับท่านทั้งสอง และ ชอบในวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์ทั้งสอง จึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์และร่ำเรียน วิทยาคมตามที่ท่านประสิทธิ์ประสาทให้จนชำนาญ
ปลายปี ๒๕๓๙ หลังจากออกพรรษา ได้กราบลา หลวงพ่อแสวง ฐิตสาสโน เพื่อออกเดินทางหาที่ปฏิบัติธรรม ได้เดินทางมาถึง วัดเขาปลาร้า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งขณะที่มาถึง ได้เป็นวัดร้าง เสนาสนะทรุดโทรม ขาดคนดูแล ท่านครูบาสามสี เห็นแล้วเกิดสลดสังเวช และได้พักที่วัดเขาปลาร้า ตกกลางคืนได้เกิดนิมิตขึ้นว่า พระอาจารย์อุทัย จันทวังโส อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาปลาร้า มาอาราธนานิมนต์ ให้ท่านครูบาสามสี ช่วยเป็นธุระ บูรณะวัดแห่งนี้ด้วย เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา (ท่านอาจารย์อุทัย จันทวังโส ท่านได้มรณภาพด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะเดินทางไปซื้อวัสดุมาก่อสร้างวัด จิตจึงยังคงห่วงภาระที่ท่านยังทำไม่แล้วเสร็จ ) คืนนั้นท่านครุบาสามสี เข้ากรรมฐาน และเกิดนิมิต เห็นดวงแก้วส่องสว่างเหนือวัดเขาปลาร้า ทำให้เกิดปีติยินดี ไม่หลับไม่นอนตลอดย่ำรุ่ง ตอนเข้าหลังจากฉันท์ภัทรตาหารเช้า ญาติโยมบ้านเขาปลาร้าได้แต่งดอกไม่ธูปเทียน มานิมนต์ท่านให้อยู่จำพรรษา ท่านจึงรับนิมนต์ ซึ่งบ้านเขาปลาร้าเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากรประมาณ ๓๕ หลังคาเรือน ท่านครูบาสามสี ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเขาปลาร้าจนถึงปี ๒๕๔๒ ตลอดเวลาที่อยู่ที่วัดเขาปลาร้า ได้ทำการรักษาญาติโยมด้วยสมุนไพร ที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์หลายๆท่าน จนมีญาติโยมทราบข่าว หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ท่านไม่ได้เรียกร้องค่ารักษาแต่อย่างใด แล้วแต่ญาติโยมมีจิตศรัทธาใส่ตู้บริจาคให้ทางวัด ตลอดเวลาที่อยู่ที่วัดเขาปลาร้า ได้สร้างถาวรวัตถุภายในวัด เช่น กุฏิสงฆ์ ศาลาธรรมสังเวช ศาลาการเปรียญ และอีกหลายอย่าง
***เกิดธรรมสังเวช***
เห็นคนเจ็บป่วยมากมาย ต่างมาพึ่งพา หวังให้หายป่วยจากโรคภัยที่เป็นอยู่ บางคนก็หาย แต่บางคนก็พอทุเลา ท่านเห็นว่า ถ้ายังรักษาคนอยู่อย่างนี้ ข้อวัตรภายใน คงไม่ถึงไหนแน่ จึงได้ลาญาติโยมชาวบ้านเขาปลาร้า ออกเดินทางแสวงหาโมกขธรรม ตั้งใจเดินทางไปกราบและขอฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่หมอย ชินภาโส ซึ่งท่านเป็นพระกรรมฐานทางฝั่งลาว และเป็นลูกศิษย์ในสายหลวงปู่สอนตาทิพย์ ซึ่งขณะที่เดินทางไปที่ ถ้ำขาม ภูช้างแห่ เมืองปากเซ นั้น ญาติโยมจากแขวงสะหวันนะเขต ส.ป.ป.ลาว ได้เดินทางมาส่งท่านเป็นจำนวนมาก ประมาณ 5 คันรถกระบะ แต่เป็นที่ประหลาดว่า ไปถึงถ้ำขามนั้น แค่ครูบาสามสี และโยมอีกสองคน เพราะรถที่มา 5 คันนั้น เสียระหว่างทาง ทั้งๆที่เป็นรถที่ใช้เดินทางไกลตามปกติ และยิ่งประหลาดใจอีกรอบสอง เมื่อไปถึงถ้ำขาม เป็นเวลาประมาณเกือบสองทุ่มแล้ว แต่มีชาวบ้านประมาณ 4-5 คน มาคอยต้อนรับตรงตีนทางขึ้น ชาวบ้านเหล่านั้นบอกว่า เมื่อเช้าหลวงปู่หมอน ท่านบอกให้ชาวบ้านเตรียมต้อนรับแขกด้วย จะมีโยมมาหา 2 คน และพระอีก 1 รูป ให้เตรียมอาหารที่หลับที่นอนให้ด้วย ซึ่งถ้ำขามนี้อยู่ตีนภูช้างแห่ มีบ้านของชาวบ้านประมาณ 7-8 หลังคาเรือน ไม่มีไฟฟ้า และ น้ำประปาใช้ อาศัยตามธรรมชาติ ท่านรู้ได้ด้วยญาณภายในแน่ โดยไม่สงสัย ท่านครูบาสามสี ได้กราบฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่หมอน ชินภาโส และอยู่จำพรรษาเล่าเรียนวิทยาคมจากหลวงปู่ท่าน หลวงปู่หมอน ท่านนับถือหลวงปู่กงทองมาก และมีศักดิ์เป็นศิษย์ผู้น้องของหลวงปู่กงทอง ได้เดินทางไปมาระหว่างฝั่งไทยและลาวเป็นประจำ
หลวงปู่หมอนท่านมีสิ่งอัศจรรย์อีกอย่างคือ เกศาของท่านจะโดนไปเข้าไม่ว่าจะลองให้ใครเป็นคนโกนก็ตาม
จึงได้ปล่อยเกศายาวเสมอบ่า แต่ไม่ยาวไปกว่านั้น หลังจากได้ร่ำเรียนวิทยาคมจากหลวงปู่หมอนจนชำนาญแล้ว ได้กราบลาหลวงปู่หมอน เดินทางไปกราบฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์สายฝั่งลาวอีกหลายรูป เช่นหลวงปู่มั่น จันทสโร แห่งวัดธาตุโพน แขวงสะหวันนะเขต หลวงปู่ฝ้าย ปภัสโร แห่งวัดกุดสิม แขวงสะหวันนะเขต และได้ศึกษาตำหรับยาสมุนไพรตลอดจนวิทยาคมเพิ่มเติมจากครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน
ได้จาริกไปอีกหลายเมืองทางฝั่งลาว จนปลายปี 2546 ได้เดินทางข้ามมาฝั่งไทยทางฝั่งลาวใต้คือ แขวงจำปาศักดิ์เมืองปากเซ ทางช่องเม็ก
***ด้วยอุปนิสัยที่ไม่ยอมคน*** เห็นความไม่ถุกต้องเป็นไม่ได้ ได้เดินทางไปพักที่วัดสร้างใหม่แห่งหนึ่ง ในอำเภอชานเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ความตั้งใจตอนแรก เพื่อค้างคืนและซักล้างผ้าจีวรและสบงที่เปอะเปื้อนก็จะออกเดินทางต่อ แต่ด้วยเห็นเหตุละหลายอย่างที่ไม่สมควร จิตจึงฮึกเหิม ที่จะต่อสู้เพื่อความถุกต้อง วัดใหม่แห่งนี้พึ่งสร้างมาได้สองปีเศษ มีเจ้าอาวาสเป็นคนในพื้นที่ แต่อุปนิสัยออกไปทางเพศหญิง ในหมู่บ้านมีประมาณ 45 หลังคาเรือน นามสกุลเดียวกันเกือบหมดบ้าน มีผู้อาวุโสสุดเป็นมัคทายกวัด เวลามีผ้าป่ามาที
มัคทายกก็นำเงินที่ไปไปปล่อยดอกให้ชาวบ้าน หนึ่งปีถึงเก็บมาใช้คืน ไม่นำมาสร้างเสนาสนะวัด ด้วยเห็นผลว่า ต้องการให้ได้เงินเยอะๆพอสร้างในทีเดียว เงิน 500000 บาท ก็นำไปปันเป็น 45 ส่วน แบ่งเป็นครอบครัวละเท่าๆกัน มีข้อแม้ว่า สิ้นปีมาหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วให้นำมาใช้คืน แต่สองปีกว่าที่ตั้งวัดมา
ไม่เคยได้เงินคืนครบจำนวนซักครั้งเดียว ครูบาสามสี เห็นถึงความไม่ถูกต้องและขัดต่อเจตนาของญาติโยมที่สละปัจจัยมาทำบุญเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่กลับนำไปเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม จึงได้ตัดสินใจพำนักที่วัดแห่งนั้น จนเข้ากับชาวบ้านได้บางส่วน ก็ได้เปิดการเจรจาเรื่องเงินวัดที่นำไปใช้ว่าให้นำมาคืนเพื่อที่ทางวัดจะได้นำไปก่อสร้างถาวรวัตถุต่อไป อยู่วัดนั้นเกือบปี ประชุมชาวบ้านทุกอาทิตย์ แทบจะอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ชี้แจงถึงเหตุผล ความผิดถูก จนชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นความถูกต้อง และมัคทายกยอมถอยห่างจากเรื่องนี้ จึงได้ตกลงกันว่า ครั้งนี้ใครมีเท่าไหร่ให้นำมาใช้คืนเท่าที่มี แต่ให้รักษาสัจจะ เพราะว่าการโกงพระพุทธศาสนานั้น มีบาปติดตัวมากนัก ชาวบ้านส่วนใหญ่ยอมรับฟัง และนำเงินมาคืนวัด จากเงิน 500000 ที่ชาวบ้านยืมไป เหลือกลับนำมาใช้คืนวัด 240000 บาท ท่านครูบาสามสี จึงได้เป็นผู้นำชาวบ้านสร้างศาลาธรรมสังเวชขึ้นด้วยปัจจัยก้อนนี้ และ ได้บอกบุญญาติโยมทางใกล้ทางไกลให้หาผ้าป่ามาร่วมบุญ จนสร้างศาลาธรรมสังเวชแล้วเสร็จ จึงได้กราบลาท่านเจ้าอาวาสและชาวบ้านออกเดินทางเพื่อหาสถานที่สัปปายะเพื่อปฏิบัติธรรม ได้เดินทางมาถึงวัดป่าบ้านเป้า อำเภอเหล่าเสือโกรก ซึ่งเป็นป่าชุมชน มีเนื้อที่ 500 ไร่เศษ เห็นว่าสงบร่มรื่น เหมาะแก่การปฏิบัติ จึงได้จำพรรษาที่วัดแห่งนี้เป็นเวลา 2 พรรษา
ปลายปี 2544 ได้เดินทางปาอุปัฏฐาก หลวงปู่คำน้อย จิตตคุตโต ที่วัดภูกำพร้า อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่กงทอง ท่านเคารพหลวงปู่กงทองมาก และครูบาสามสี ก็ให้ความเคารพหลวงปู่คำน้อยมากเช่นกัน ขณะที่อยู่อุปัฏฐากหลวงปู่คำน้อยนั้น ก็ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมและวิปัสนากรรมฐานจากท่านจนชำนาญ ปลายเดือนพฤศจิกายน 2545 หลวงปู่คำน้อยท่านได้ละสังขาร มรณภาพลง หลังจากเสร็จภาระและวาธุระเรื่องงานบรรจุสรีระท่านหลวงปู่คำน้อยแล้ว ได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดท่ากระบือ (วัดหลวงพ่อรุ่ง )อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ตามคำอาราธนานิมนต์ของคุณโยมสาคร ระหงส์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง ได้อยู่พักที่วัดท่ากระบือเป็นเวลา 1 พรรษา ตลอดเวลาที่จำพรรษาที่วัดท่ากระบือ ซึ่งเป็นวัดของหลวงพ่อรุ่ง เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำท่าจีน ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ท่านพระครูศิริสาครธรรม เจ้าอาวาสวัดท่ากระบือรูปปัจจุบัน และได้ศึกษาข้อธรรมจากท่านตลอดจนแนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อรุ่ง ติสสโร จากท่าน ปลายปี 2550 หลังจากออกพรรษา ได้กราบลาท่านพระครูศิริสาครธรรม และญาติโยมวัดท่ากระบือ เพื่อเดินทางไปยังอีสาน ได้มาจำพรรษาที่วัด โพธิ์ชัย บ้านหนองบ่อ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เป็นเวลา 1 พรรษา
***ธุดงค์ขึ้นเหนือ***
ปลายปี 2551 ได้ลาญาติโยมบ้านหนองบ่อ ธุดงค์ไปยังดินแดนภาคเหนือ ได้เดินทางมาถึงวัดบ้านปากอิงใต้ ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เห็นวัดแล้วเกิดความสังเวช มีพระเมืองอยู่ 1 รูป ชื่อตุ๊ลุงมี (พระเมือง คือพระพื้นที่) ก็ขออาศัยพักจำวัด พอรุ่งเช้าถึงเวลาบิณฑบาต ก็ไม่เห็นท่านตีระฆังสังที จึงถามตุ๊ลุงมีว่า ไม่ออกบิณฑบาตหรือ ตุ๊ลุงมีตอบว่า ไม่ต้องหรอก ถึงเวลาชาวบ้านเขาก็เอามาให้กินเอง จึงรอดูสักพัก ก็เห็นญาติโยมนำอาหารและข้าว มาวางไว้ที่กำแพงวัด แล้วตุ๊ลุงมีก็ไปเอาอาหารมาฉัน ซึ่งตอนหลังถึงรู้ว่า ตุ๊ลุงมีพึ่งบวชได้ไม่กี่วัน และการบวชก็เพื่อแก้บนเป็นเวลา 2 อาทิตย์ จึงยังไม่เข้าใจข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ วันต่อมาท่านครูบาสามสี จึงออกบิณฑบาต และชวนญาติโยมลงวัด ถวายงังหันภัตตาหารเช้า และสนทนาธรรม กับชาวบ้านจนเกิดคุ้นเคย ตกกลางคืนได้เกิดนิมิตว่าพยานาคได้มานิมนต์ให้ท่านครูบาสามสีพักจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ (วัดปากอิงใต้อยู่ติดแม่น้ำโขง ด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำอิง ซึ่งไหลมาจากกว้านพะเยา มาสิ้นสุดลงที่วัดแห่งนี้และไหลลงสู่แม่น้ำโขง) ได้อยู่จำพรรษาที่วัดปากอิงใต้หลายพรรษา ตลอดจนรักษาญาติโยมจากสมุนไพรตามที่ได้ร่ำเรืยนมา ได้บูรณะเสนสนะภายในวัด ตลอดจนปรับภูมิทัศน์ต่างๆ ตลอดจนเปลี่ยนความเข้าใจของญาติโยม จากเคยนับถือผีปู่ตา ฆ่าวัวฆ่าหมูภายในวัดเพื่อเลี้ยงหอผี ให้กลับมายึดมั่นในแนวทางของพระพุทธศาสนา งดการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เข้าใจหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
***ต้นปี 2555 หลังจากออกพรรษาได้สักระยะหนึ่งได้ลาญาติโยมบ้านปากอิงใต้ เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดภูกำพร้า อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ตลอดพรรษาท่านได้บูรณะเสนาสะและสร้างกำแพงด้านทิศตะวันตกจนแล้วเสร็จ ต้นปี 0556 ได้มาจำพรรษาที่อาศรมแห่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และได้บูรณปฏิสังขรณ์ ตามกำลังทีจะทำได้
ต้นปี 2557 ญาติโยมชาวบ้านหนองบ่อ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ได้นิมนต์ไปจำพรรษา ณ.วัดโพธิ์ชัย เนื่องจากท่านเจ้าอาวาส พระอธิการไพทูรย์ กิตติสาโร ซึ่งเป็นสหธรรมิกของท่านครูบาสามสี ได้อาพาธด้วยโรคประจำตัว ท่านได้มาจำพรรษา ณ.วัดโพธิ์ชัย และได้อยู่ดูแลเป็นกำลังใจแก่ท่านเจ้าอาวาสจนวาระสุดท้ายท่านพระอธิการไพทูรย์ กิตติสาโร ได้มรณภาพลง เมื่อปลายปี 2557
ต้นปี 2558 หลังจากเสร็จงานวางธุระที่วัดโพธิ์ชัยแล้ว ท่านครูบาสามสี เห็นสมควรแก่เวลา ที่จะก่อตั้งวัดใหม่เพื่อสร้างถาวรวัตถุให้อยู่คู่พระพุทธศาสนาต่อไป จึงได้ดำริให้คณะกรรมการติดต่อขอเช่าซื้อที่ดินจากชาวบ้าน หลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตำบลนาแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เนื้อที่ 20 ไร่เศษ เพื่อทำการจัดตั้งวัดแห่งใหม่ ในชื่อ อาศรมบุญญฤทธิ์ ท่านได้มีโครงการที่จะก่อสร้างปูชนียสถานแห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนและ เป็นศูนย์รวมจิตใจของญาติโยมชาวพุทธต่อไป ในภาย ภาคหน้า
***ขณะนี้ทางอาศรมบุญญฤทธิ์ ยังมีภาระคงค้างชำระค่าที่ดินที่ขอซื้อเพื่อจัดตั้งวัดใหม่อยู่ เป็นจำนวนเงิน 1400000 บาท ท่านครูบาสามสี ปญฺญาวชิโร จึงได้อนุญาติให้คณะกรรมการจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น เหรียญลาภผลพูนทวี และ ล็อกเก็ตเจริญพร เพื่อนำรายได้ไปชำระค่าที่ดินดังกล่าวนั้น และ จะจัดสร้างเสนาสนะสงฆ์ เพื่อใช้ประกอบกิจทางพระพุทธศาสนาต่อไป ท่านใดที่ต้องการร่วมบุญ สั่งจองวัตถุมงคลชุดนี้ ห้ามพลาดครับ เปิดจอง 1 กุมภาพันธ์นี้ ได้บุญได้กุศล ได้ของดีไว้ใช้ เจตนาสร้างบริสุทธิ์ ชัดเจน สร้างไม่เยอะครับ ห้ามพลาด*** |