ร่วมเสนอความคิดเห็น
หัวข้อกระทู้ :
เหรียญท้าวมหาพรหมธาดา สำนักพรหมธาดา
(D)
เหรียญท้าวมหาพรหมธาดา สำนักพรหมธาดา ถือเป็นรุ่น 3 ครับ รายละเอียดการจัดสร้างเดี๋ยวมารายงานวันหลังครับ วันนี้เอาแบบไปดูกันก่อนครับ ด้านหลังเรียบ จารหลังทุกเหรียญครับ พิธีครบตามแบบฉบับโบราณของสำนัก..
โดยคุณ
nkkrala
(
2K
)
[อ. 16 มิ.ย. 2552 - 22:36 น.]
โดยคุณ
nkkrala
(
2K
)
[อ. 16 มิ.ย. 2552 - 22:44 น.] #683497 (1/6)
(D)
เหรียญท่านท้าวมหาพรหมธาดา (จักรเพชร) วัดดอนยานาวา
ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ "สามเณรวิรัช ลุปซาร์ หรือ ท่าน นารทะ ราชโยคะ"
ได้มีการสร้าง"เหรียญท้าวมหาพรหมธาดา" หรือ "เหรียญจักรเพชร" ณ อุโบสถวัดดอน เมื่อวันที่ ๑๙ มิ.ย. ๒๕๐๘ เพื่อแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหา มี ๒ เนื้อคือ เนื้อสตางค์ มีน้อย และเนื้ออัลปาก้า ซึ่งหายากมาก....
สำหรับประวัติของท่านโดยสังเขป ตามนี้เลยครับสามเณรวิรัช ลุปซ่าร์ บ้านเดิมอยู่ย่านวัดดอน ยานนาวา มีปู่เป็นชาวเยอรมันชื่อเฟอร์โด ลุปซาร์เคยเป็นครูสอนเกษตรในไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ คุณย่าชื่อแช่ม สกุลเดิมคือศรีโยหะ บิดาชื่อวินิจ ลุปซาร์
สามเณรวิรัช ลุปซาร์ เกิดเมื่อปี ๒๔๙๐ เป็นลูกคนที่สี่ บวชเป็นเณรที่วัดดอน ยานนาวาตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ศึกษาวิชาไสยศาสตร์กับอาจารย์ที ชาวเขมรที่ศรีสะเกษจนสำเร็จ อาจารย์ทีสิ้นชีวิตเมื่ออายุ ๑๒๔ ปี ขณะนั้นสามเณรวิรัชอายุได้ ๑๒ ปี
เมื่อได้วิชาแล้วสามเณรวิรัช กลับมายังวัดดอนยานนาวาที่บวชอยู่และเผยแพร่วิชาไสยศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา มีทั้งการลงเสือ ลงช้าง เสกเป่า เมื่อลงเสร็จแล้วก็ทดลองกันเดี๋ยวนั้นในโบสถ์วัดดอน จนมีชื่อเสียงกระฉ่อน แต่สามเณรวิรัชมีอายุที่ได้รับจากเบื้องบนเพียง ๑๙ ปี มรณะปี พ.ศ. ๒๕๐๙
ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ก่อนมรณะได้สร้างเหรียญจักรเพชรขึ้นและได้บรรจุวิชาสำคัญครบเครื่องตั้งแต่เมตตามหานิยม แคล้วคลาด จนถึงคงกระพันชาตรี เป็นเหรียญที่โด่งดังมาก
"ก่อนมรณะได้ ๒๕ วันก็สึกเป็นฆราวาสใช้ชีวิตสนุกสนานเป็นการอำลาโลก"
และก่อนมรณะภาพได้เชิญ"สมเด็จปู่พระพรหม"มาครอบวิชาให้กับ"คุณวินิจ ลุปซาร์"ผู้เป็นบิดา ส่วนอดีตเณรวิรัชถึงแก่มรณะด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์โดยที่เพื่อนๆที่ไปด้วยปลอดภัยทุกคน
วันที่ตั้งศพอยู่ที่วัดมกุฎกษัตริยารามวิญญาณได้มาเข้าทรงน้องสาวคือ..
รูปล่างนี้เป็นรุ่นแรกครับ
โดยคุณ
nkkrala
(
2K
)
[อ. 16 มิ.ย. 2552 - 22:44 น.] #683499 (2/6)
(D)
"คุณนงลักษณ์ ลุปซาร์"
ประกาศว่าจะอยู่ใกล้ชิดกับศิษย์ทั้งหลายตลอดไปใครมีปัญหาเดือดร้อนอะไรให้เชิญมาได้โดยให้คุณนงลักษณ์เป็นร่างทรง
สำนักทรงชื่อว่า"สถานค้นคว้าสัจธรรมปุรุโษตตมะ" หลังบริษัทไมโครไฟเบอร์อุตสาหกรรมจำกัด กม.๗ ถนนลาดกระบังบางพลี ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
สำหรับเรื่องราวหรือประสบการณ์ของอาจารย์เณรวิรัช เคยมีบันทึกของนักเรียนเก่าของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ชื่อคุณธวัช ได้เคยเขียนบันทึกไว้ให้นักเรียนรุ่นน้องได้อ่านเรื่องราวในยุคสมัยนั้น.....
การปลุกเสกเหรียญจักรเพชร มีพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เป็นความยิ่งใหญ่แบบเงียบๆเฉพาะในหมู่ลูกศิษย์เท่านั้น พิธีนั้นถูกหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโจมตีว่าเอาเดรัจฉานวิชาไปทำกันในโบสถ์วัด..
คนที่ได้พบกับประสบการณ์ชีวิตที่ไม่แน่ใจว่าคนฟังๆแล้วจะเชื่อหรือไม่ คือการทำพิธีในโบสถ์แต่ละคืนรวม 7 คืนหรือ 9 คืน จำไม่ได้แน่นอน แต่ละคืนลูกศิษย์ทุกคนต้องมายืนรับอาจารย์ของสามเณรวิรัชซึ่งได้เคยไปเรียนวิชากันในป่าตั้งแต่ไทย ลาว พม่า อินเดีย ช่วงที่สามเณรวิรัชธุดงค์ไปเพื่อเรียนรู้วิชาอาคม มีตั้งแต่อาจารย์ที่เป็นแขก จีน ฯลฯ
ส่วนใหญ่ทุกคนจะเป็นลักษณะนักบวชที่อยู่ในป่า เวลามาในงานปลุกเศก ก็ไม่มีใครไปรับ อยู่ๆก็เห็นเดินเข้ามา พอผ่านตัวจะรู้สึกเหมือนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ผ่านตัวเราไป เย็นวูบเลย พอเสร็จพิธีเดินออกมาจากโบสถ์ผ่านพวกเราออกไปก็เย็นเหมือนเดิม แล้วก็เดินผ่านไปพอพ้นสายตาเรา ก็จะหายไป ดุจผู้วิเศษที่ล่องหนมา แล้วก็ไป ใครที่ไปจองเหรียญนี้ต้องมีเงินถึง 500 บาทในสมัยนั้น
โดยคุณ
nkkrala
(
2K
)
[อ. 16 มิ.ย. 2552 - 22:45 น.] #683502 (3/6)
(D)
ปรากฏว่าหลังจากปลุกเสกเสร็จ ท่านตั้งใจจะแจกเหรียญและก็ยังมีผ้ายันต์ด้วย แต่ยังไม่ทันแจก เกิดไฟไหม้ห้องสามเณร ของอย่างอื่นไหม้หมด ยกเว้นบริเวณที่เป็นโต๊ะหมู่ที่มีพระและของที่ปลุกเสก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้ายันต์ซึ่งวางอยู่บนถาดใหญ่ ผ้ารองผ้ายันต์ที่ห้อยลงไปจากถาดเป็นรอยไหม้หมด แต่ผ้ายันต์ไม่เป็นอะไรเลย
ก่อนจะได้รับจากสามเณรวิรัช ก็ต้องมีพิธีลองของกัน โดยมีของมีคมอยู่ 8 หรือ 9 ชนิด มีตั้งแต่ดาบมีดสั้น เหล็กแหลม เก้าอี้ตะปูคม สารพัดศาตราวุธ ซึ่งคนที่เช่าจองทุกคนก่อนรับไปต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งเพื่อลองความขลัง (เกือบทุกคน) ผ่านการทดลองไปได้ด้วยดี
แต่มีอยู่หนึ่งคนคือ"เด็กชายฉัตรชัย กันตถาวร" เลือกเหล็กแหลมยาวประมาณหนึ่งฟุต แล้วให้คนที่อยู่ในพิธีออกมาจับสองมือแทงเข้าที่สีข้าง ก่อนหน้าทุกคนก็ไม่มีปัญหา แต่พอถึงเจ้าฉัตร ปรากฎว่าเหล็กนั้นทิ่มเข้าไป เลือดทะลักเลย เดือดร้อนสามเณรวิรัชต้องมาทำคาถาเอาเทียนอุดให้ แป๊บเดียวหายเลย..
เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ลองไตร่ตรองเอาเอง บางคนเอาดาบที่ใหญ่ที่สุดฟันลงกลางหลัง เป็นแค่ที่เขาเรียกกันว่าเลือดออกยางบอนเป็นเส้นยาวกลางหลังเหมือนใครเอาตะปูมาขีดลงบนหลังเรา..."
"ตั้งแต่วันนั้นมาจนวันนี้พี่ยังห้อยคอด้วยเหรียญนี้อยู่บนคอ...."
..........................................
ข้อมูลอ้างอิง บันทึกของคุณธวัช อดีตนักเรียนโรงเรียนวัดสุทธิวราราม
"เหรียญจักรเพชร"
ฝีมือของกองกษาปณ์กรมธนารักษ์อีกเช่นกัน เหมือนกับ "เหรียญจักรเพชร" ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรก
ส่วนการประกอบพิธีมังคลาภิเษก ก็เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการ คำว่ายิ่งใหญ่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโฆษณามาก ๆ เน้นการแต่งแต้มสีสันในพิธีให้ดูอลังการแบบวัตถุนะครับ แต่หมายถึงการจัดเครื่องบวงสรวงบูชา การนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ การนิมนต์พระเถรานุเถระมาร่วมกันนั่งปรก ทำได้อย่างถูกต้องครบถ้วน มีการเสกไปตามธาตุต่าง ๆ ทั้งสี่ เช่น ธาตุน้ำก็ขนลงไปเสกในแพ ธาตุลมก็ขนขึ้นไปเสกบนยอดเขา ฯลฯ
การปลุกเศกเหรียญจักรเพชร มีพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เป็นความยิ่งใหญ่แบบเงียบๆเฉพาะในหมู่ลูกศิษย์เท่านั้น พิธีนั้นถูกหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโจมตีว่าเอาเดรัจฉานวิชาไปทำกันในโบสถ์วัด
คนที่ได้พบกับประสบการณ์ชีวิตที่ไม่แน่ใจว่าคนฟังๆแล้วจะเชื่อหรือไม่ คือการทำพิธีในโบสถ์แต่ละคืนรวม 7 คืนหรือ 9 คืน จำไม่ได้แน่นอน แต่ละคืนลูกศิษย์ทุกคนต้องมายืนรับอาจารย์ของสามเณรวิรัชซึ่งได้เคยไปเรียนวิชากันในป่าตั้งแต่ไทย ลาว พม่า อินเดีย ช่วงที่สามเณรวิรัชธุดงค์ไปเพื่อเรียนรู้วิชาอาคม มีตั้งแต่อาจารย์ที่เป็นแขก จีน ฯลฯ ส่วนใหญ่ทุกคนจะเป็นลักษณะนักบวชที่อยู่ในป่า เวลามาในงานปลุกเศก ก็ไม่มีใครไปรับ อยู่ๆก็เห็นเดินเข้ามา พอผ่านตัวจะรู้สึกเหมือนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ผ่านตัวเราไป เย็นวูปเลย พอเสร็จพิธีเดินออกมาจากโบสถ์ผ่านพวกเราออกไปก็เย็นเหมือนเดิม แล้วก็เดินผ่านไปพอพ้นสายตาเรา ก็จะหายไป ดุจผู้วิเศษที่ล่องหนมา แล้วก็ไป ใครที่ไปจองเหรียญนี้ต้องมีเงินถึง 500 บาทในสมัยนั้น
ปรากฏว่าหลังจากปลุกเศกเสร็จ ยังไม่ท่านจะแจกเหรียญและก็ยังมีผ้ายันต์ด้วย เกิดไฟไหม้ห้องสามเณร ของอย่างอื่นไหม้หมด ยกเว้นบริเวณที่เป็นโต๊ะหมู่ที่มีพระและของที่ปลุกเศก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้ายันต์ซึ่งวางอยู่บนถาดใหญ่ ผ้าลองผ้ายันต์ที่ห้อยลงไปจากถาดเป็นรอยไหม้หมด แต่ผ้ายันต์ไม่เป็นอะไรเลย
ก่อนจะได้รับจากสามเณรวิรัช ก็ต้องมีพิธีลองของกัน โดยมีของมีคมอยู่ 8 หรือ 9 ชนิด มีตั้งแต่ดาบมีดสั้น เหล็กแหลม เก้าอี้ตะปูคม สารพัดสาตราวุธ ซึ่งคนที่เช่าจองทุกคนก่อนรับไปต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งเพื่อลองความขลัง (เกือบทุกคน) ผ่านการทดลองไปได้ด้วยดี แต่มีอยู่หนึ่งคนราคือเด็กชายฉัตรชัย กันตถาวร เลือกเหล็กแหลมยาวประมาณหนึ่งฟุต แล้วให้คนที่อยู่ในพิธีออกมาจับสองมือแทงเข้าที่สีข้าง ก่อนหน้าทุกคนก็ไม่มีปัญหา แต่พอถึงเจ้าฉัตร ปรากฎว่าเหล็กนั้นทิ่มเข้าไป เลือดทะลักเลย เดือดร้อนสามเณรวิรัชต้องมาทำคาถาเอาเทียนอุดให้ แป๊บเดียวหายเลย เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ลองไตร่ตรองเอาเอง บางคนเอาดาบที่ใหญ่ที่สุดฟันลงกลางหลัง เป็นแค่ที่เขาเรียกกันว่าเลือดออกยางบอนเป็นเส้นยาวกลางหลังเหมือนใครเอาตะปูมาขีดลงบนหลังเรา ตั้งแต่วันนั้นมาจนวันนี้พี่ยังห้อยคอด้วยเหรียญนี้อยู่บนคอ(ข้อความจากศิษย์วัดสุทธิวราราม)
ได้มีคนกล่าวถึงว่า น่าจะมีการนำเหรียญจักรเพชร 2 มาคุยกันบ้าง แล้วก็ให้บังเอิญวันนี้ 10 พฤศจิกายน 2551 ผมได้มีโอกาสพบท่านพราหมณ์วีระ ลุปต์ซ่าเป็นครั้งแรก และก่อนหน้านี้ผมได้ขอบูชาเหรียญอัศวัตถะมาจากท่านโดยผ่านรุ่นน้องที่รู้จักกันซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของท่าน
(ท่านพราหมณ์วีระ ลุปต์ซ่า ท่านเป็นพี่ชายของเณรวิรัช ลุปต์ซ่าผู้สร้างเหรียญจักรเพชร)
ผมได้รับความรู้ว่า เหรียญจักรเพชร ไม่มีรุ่น 1 หรือ 2 มีก็เพียงรุ่นเดียว
ส่วนที่เรียกกันว่า จักรเพชร รุ่น 2 นั้นเป็นการเรียกกันไปเองเพื่อความสะดวกในการเรียกหา หรือเพื่อระบุในการขาย เหรียญอัศวัตถะ ก็คือ เหรียญอัศวัตถะ
ด้านหลังคือ พระนารัทมุนี (ไม่รู้ผมสะกดถูกหรือไม่ไว้จะต้องไปตรวจสอบกับท่านผู้ที่เกี่ยวข้องในการสร้างอีกครั้ง)ท่านองค์นี้คือ องค์ที่เราจะพบในหนังแขกประจำ และท่านจะเดินยิ้มมาพร้อมกับกล่าวคำว่า "นารายณ์ นารายณ์"
ทีแรกผมชั่งใจอยู่นานว่าจะเอาลงตรงไหนดี ระหว่างบทความกับสนทนาตามอัธยาศัย เพราะว่า ผมได้คุยกับท่านพราหมณ์วีระ ผมขอเรียกท่านตามลูกบุญธรรมของท่านนะครับว่า "พ่อใหญ่"ผมได้บอกกับพ่อใหญ่ว่า ไว้ผมจะหาโอกาสมาขอคุยกับท่านอีกเพราะว่า ผมและเพื่อนๆ มีเว็บไซต์ที่เขียนบทความเรื่องราวต่างๆ และเราต้องการที่จะทำข้อมูลที่เป็นจริงให้คนได้รู้ ท่านก็เมตตาบอกแก่ผมว่า ไว้จะมาวันไหนให้นัดมา ข้อมูลที่มีคนเขียนกันอยู่ทุกวันนี้ ท่านให้เปอร์เซนต์ความถูกต้องเพียง 80 เปอร์เซนต์เท่านั้น
ดังนั้น จากคำบอกเล่าของท่าน ทำให้ผมต้องชั่งใจว่า จะทำอย่างไรกับข้อมูลที่ผมกำลังจะนำเสนอ เนื่องจากเป็นการยอมรับโดยดุษฎีว่า เป็นการรวบรวมจากเว็บต่างๆ ที่ผมเปิดเจอและประมวลเข้ามาเรียบเรียง (ตัดแปะ) คิดไปคิดมาก็เลยคิดว่า จะลงในห้องนี้ และในวันข้างหน้าผมจะแวะเวียนไปคุยกับพ่อใหญ่ในโอกาสต่อไป และนำข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาแก้ไขในสิ่งที่กำลังจะนำเสนอในครั้งแรกนี้ต่อไป
เหรียญอัศวัตถะของผม (ด้านหน้าคือ ท้าวมหาพรหมธาดา)
หมายเหตุ ผมยังไม่สามารถนำรูปของท่านมาลงได้ในที่นี้ เนื่องจากยังไม่ได้ขออนุญาตจากท่าน และต้องการดูผลตอบรับจากเรื่องที่นำเสนอนี้ก่อนที่จะไปคุยกับท่านอีกครั้งครับ เพราะคิดว่า จะพิมพ์บทความเรื่องนี้ไปให้ท่านอ่านอีกครั้งเพื่อชำระความถูกต้องต่อไป
------------------------------------------
ในปี พ.ศ.2538 ได้ก่อเกิดเหรียญพระพรหม อันมีนามว่า "อัศวัตถะ" เป็นเหรียญพระพรหมในสายท่านอาจารย์สามเณรวิรัช ลุปต์ซ่า ซึ่งสร้างโดยอาจารย์นารโษตตมะ (อาจารย์พ่อ) ซึ่งเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของท่านอาจารย์สามเณร ซึ่งก่อนที่ท่านอาจารย์เณรจะพ้นจากหน้าที่ทางโลก และละโลกนี้ไปในปีพ.ศ.2509 ท่านได้มอบหมายถ่ายทอดวิชาการต่างๆ แด่บิดาของท่าน ซึ่งลักษณะของเหรียญเป็นทรงน้ำเต้า ด้านหน้าเป็นรูปท่านท้าวมหาพรหมธาดา ด้านหลังเป็นรูปฤาษีนาระทะ ถือพิณ ขนาบด้านซ้าย ขวา เป็นพญางูและพญาเสือ ข้างล่างองค์ฤาษีนาระทะจะเขียนคำว่า "เหรียญอัศวัตถะ" ซึ่งพิธีกรรมต่างๆ นั้นได้ปลุกเสกพรหมาภิเษกหลายวาระด้วยกัน โดยมีหลวงปู่แพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรีเป็นประธานเสก พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดยานนาวานั่งปรก พระเทพปัญญาเมธี วัดไตรมิตรวิทยาราม นั่งปรก โดยมีท่านราชครูพราหมณ์ อัษฎาจารย์ ประธานพราหมณ์แห่งประเทศไทย ประกาศสังเวยเทวดา บูชานพเคราะห์ บูชาพระฤกษ์
ในปีพ.ศ.2508 ท่านอาจารย์สามเณรวิรัช ลุปต์ซ่าได้สร้างอิทธิวัตถุ คือ เหรียญ "จักรเพชร" เพื่อเผยแพร่ และเป็นตัวแทนขององค์ธรรม (องค์สมเด็จพระบรมครูท่านท้าวมหาพรหมธาดา) ซึ่งองค์สมเด็จพระบรมครูท่านท้าวมหาพรหมธาดา ได้ทรงเมตตาประทานเหรียญ "จักรเพชร" ไว้ว่า "ผู้ใดนำเหรียญ "จักรเพชร" ไปสักการะบูชา ผู้นั้นย่อมมีพระพรอันบริสุทธิ์และสูงสุดของบิดามารดาติดตัวอยู่เสมอไป ซึ่งบุคคลทั้งหลายที่นำเหรียญ "จักรเพชร" ไปสักการระบูชาก็ได้ประสบกับความสุข ความเจริญ มีอำนาจบารมีนานัปการสุดที่จะบรรยายได้
ต่อมาในปี พ.ศ.2509 ก่อนที่ท่านอาจารย์วิรัช ลุปต์ซ่า จะพ้นจากหน้าที่ทางโลก และละโลกนี้ไป องค์สมเด็จพระบรมครูท่านท้าวมหาพรหมธาดา ทรงได้มอบหมายหน้าที่ การเผยแพร่ธรรมะให้แก่ท่านอาจารย์นารโษตตมะ (อาจารย์พ่อ) เพื่อให้เป็นผู้สืบทอดทำหน้าที่ ทนุ บำรุง รักษา องค์ธรรมต่อไป ท่านอาจารย์พ่อจึงได้รวบรวมกำลังศรัทธาของบรรดาศิษย์ทุกท่านช่วยกันสร้างสถานค้นคว้าสัจธรรม โดยให้ชื่ว่า สถานค้นคว้าสัจธรรม "ปุรุโษตตมะ" ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 4/1 หมู่ 12 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
จวบปี พ.ศ. 2533 มีผู้เลื่อมใสจำนวนมาก มาฝากตัวเป็นศิษย์ขององค์ธรรม (องค์สมเด็จพระบรมครูท่านท้าวมหาพรหมธาดา) ศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ต่างมาขอรับเหรียญ "จักรเพชร" ไปสักการะบูชาจนไม่พอกับความต้องการ บรรดาศิษยานุศิษย์ทุกคนจึงขอร้องให้ท่านอาจารย์นารโษตตมะ (อาจารย์พ่อ) จัดสร้างอิทธิวัตถุขึ้น เพื่อเป็นการเผยแพร่องค์ธรรมและประสิทธิ์ประสาทให้ศิษยานุศิษย์และบุคคลทั่วไปนำไปสักการะบูชา ท่านจึงได้จัดสร้างเหรียญนี้ขึ้นมา โดยมีชื่อว่า เหรียญ "อัศวัตถะ"
"อัศวัตถะ" เป็นอรูปธรรมของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ในโลกนี้จะเห็นรูปร่างของต้นไม้นี้ไม่ได้เลยยอดโคน และที่เกิดก็ไม่มี เป็นต้นไม้อมตะ ไม่รู้จักแก่และตาย ไม่เสื่อมสูญ มีรากอยู่เบื้องบน มีกิ่งอยู่เบื้องต่ำ มีใบเป็นพระเวท ผู้ใดรู้จักต้นไม้นั้น ผู้นั้นชื่อว่า เป็นผู้รู้พระเวท (ธรรมชาติ) สาขาของต้นไม้นั้นงอกด้วยคุณที่ประกอบด้วย สัตวะ รชะ ตมะ มีอารมณ์เป็นพืชผล รากได้แผ่ไปทั้งเบื้องบน และเบื้องล่าง รากซึ่งมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน ได้แผ่เป็นลำดับไป แม้ในมนุษย์โลกเบื้องล่างอีกด้วย...แปล...ต้น "อัศวัตถะ" นี้เปรียบเสมือนกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ รากคือดวงอาทิตย์ที่ส่องลำแสดงลงมา โลกและดาวนพเคราะห์ทั้งหลายคือ กิ่งของต้นไม้นี้ ใบคือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่งอกเงยขึ้นแผ่พืชพันูสืบเชื้อสายตามลำดับต่อเนื่องกันลงไป พืชผลคือกรรมการการะทำของสิ่งมีชีวิตซึ่งจะงอกเงยไปตามกรรมที่กระทำ
พรหมาภิเษกและปลุกเสกครั้งที่ 1
อัญเชิญเหรียญ "อัศวัตถะ" ทำพิธีบวงสรวงปลุกเสก ณ สถานค้นคว้าสัจธรรม "ปุรุโษตตมะ" 1 พรรษาของปีพุทธศักราช 2534 กับทั้งพรหมาภิเษก และปลุกเสกในพิธีน้ำทิพย์ 3 ครั้ง
เทวาภิเษกและปลุกเสก ครั้งที่ 2
อัญเชิญเหรียญ "อัศวัตถะ" ทำพิธีบวงสรวงปลุกเสก ณ ยอดเขาพระครูศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน คือวันที่ 7-8-9 พฤศจิกายน 2534
เทวาภิเษกและปลุกเสกครั้งที่ 3
อัญเชิญเหรียญ "อัศวัตถะ" ทำพิธีบวงสรวงปลุกเสก ณ ทะเล ริมหาดผาแดง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน คือ วันที่ 20-21-22 พฤศจิกายน 2534
พิธีมหาพุทธาภิเษก ครั้งที่ 4
อัญเชิญเหรียญ "อัศวัตถะ" ทำพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ สถานค้นคว้าสัจธรรม "ปุรุโษตตมะ" ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
11-12 กุมภาพันธ์ 2535 พระสงฆ์มี หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดยานนาวา พระเทพปัญญาเมธี วัดไตรมิตรวิทยาราม นั่งปรก....
รูปนี้รุ่น 2
โดยคุณ
nkkrala
(
2K
)
[อ. 16 มิ.ย. 2552 - 22:47 น.] #683505 (4/6)
(D)
ต่อไปรูปเหรียญที่กำลังเปิดจองครับ
ทองคำ
ทองแดง
โดยคุณ
nkkrala
(
2K
)
[อ. 16 มิ.ย. 2552 - 22:48 น.] #683506 (5/6)
(D)
ทองฝาบาตร
โดยคุณ
nkkrala
(
2K
)
[อ. 16 มิ.ย. 2552 - 22:49 น.] #683510 (6/6)
(D)
ด้านหลังจารทุกเหรียญ
1. โทรติดต่อ ยืนยันจำนวนการสั่งจอง ชานนท์ 086-889-8482 หรือ 089-1311-342
หรือ E-mail :
nkkrala@gmail.com
และแจ้งเบอร์โทรติดต่อกลับ
2. ผมจะดำเนินการเช็ค ว่ามี ยอดจำนวนให้บูชา และแจ้ง จำนวนราคาบูชา พร้อมค่าจัดส่ง EMS
3. คุณดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีตามที่แจ้ง
ธนาคาร : กรุงเทพ
ชื่อบัญชี ชานนท์ วงศ์วัชรโชติ
สาขา : ย่อยวิภาวดีรังสิต-ดอนเมือง
เลขที่บัญชี : 866-002-0184
ประเภทบัญชี : ออมทรัพย์
ธนาคาร : ไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี ชานนท์ วงศ์วัชรโชติ
สาขา : ถนนสาทร
เลขที่บัญชี : 101-221-3386
ประเภทบัญชี : ออมทรัพย์
ปล.โอนเป็นเศษสตางค์เพื่อ ง่ายต่อการเช็คยอดว่าเป็นของพี่ ๆ ท่าน ใดโอนเข้ามานะครับ
กรุณาแจ้งด้วยว่าโอนไปยังธนาคารใดเพื่อเช็คยอดได้ถูกต้อง
Telephone :เบอร์โทรติดต่อ : 086-889-8482 , 089-1311-342
Email:
nkkrala@gmail.com
!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!
Copyright ©G-PRA.COM
www1