ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : เหรียญพิชัยมงคล ๙ รอบ พระอาจารย์เขาหงษ์ หลวงปู่พิชั ย ฐิติลาโภ อายุ ๑๐๘ ปี จ.ลพบุรี



(D)


พระอาจารย์เขาหงษ์ (หลวงปู่ พิชัย ฐิติลาโภ อายุ 108 ปี)


"ฮาร์วาร์ด" เป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลกได้อย่างยาวนานกว่า ๓๐๐ ปี คนไทยคนแรกที่เข้าเรียนฮาร์วาร์ด คือ พระยาศัลวิธานนิเทศ หรือ นายแอบ รักตประจิต (Aab Raktaprachit) ยังมีเกียรติประวัติเป็นคนที่มีชื่อแรกอยู่ในหนังสือรายชื่อศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ดทุกปี เป็นเวลา ๘๐ ปีติดต่อกัน


แต่ใครเลยจะคิดว่าหลวงตาแก่ๆ แห่ง สำนักสงฆ์เขาหงษ์ ต.นิคม อ.เมือง จ.ลพบุรี อย่าง พระ ดร.พิชัย ฐิติลาโภ หรือ หลวงตาพิชัย หรือ หลวงปู่เขาหงษ์ อายุ ๑๐๘ปี (เกิด ๒๒ เมษายน ๒๔๔๕) จะจบปริญญาเอกครุศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เช่นกัน

เมื่อนับดูวันเวลาที่ล่วงเลยมา หมายความว่า ชีวิตได้ผ่านมาถึง ๕ แผ่นดินด้วยกัน นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ มาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง

ดร.พิชัย รัตนพันธ์ เป็นชื่อและสกุลเดิมของหลวงตาพิชัย ส่วนความเกี่ยวข้องกับนามสกุล ณ ป้อมเพชร เป็นนามสกุลของมารดาท่าน

ทั้งนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าท่าจบจากฮาร์วาร์ดจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากหลวงตาทั่วๆ ไปคือ ท่านพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รวมทั้งภาษาของชาวตะวันตกอื่นๆ ได้อีกหลายภาษา

ขณะเดียวกันภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร จีน พม่า มอญ ท่านพูดได้หมด หากใครได้พบหรือสนทนาธรรมกับท่าน ลองสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ หรือเยอรมันก็ได้

เหตุผลเดียวที่หลวงตาพิชัยเดินทางไปเรียนต่างประเทศ คือ ด้วยความอยากรู้ และอยากจะช่วยเหลือญาติให้หายจากโรคมะเร็ง จึงไปปรึกษาขอความรู้จากเพื่อนที่เป็นหมอคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไรนัก

ในที่สุดจึงตัดสินใจเดินทางไปเรียนหมอที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ก่อนที่จะไปเรียนด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เวลาเรียน ๕ ปี

จากนั้นกลับมารับราชการที่กระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันนี้ ตำแหน่งในกระทรวงธรรมการสุดท้ายเป็นศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์

และเมื่อถูกคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งมีเหตุมาจากความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรง จึงตัดสินใจลาออกจากราชการในวัย ๕๘ ปี และบวชเป็นพระมาถึงทุกวันนี้

หลวงตาพิชัย อุปสมบท ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราม เมื่อปี ๒๔๙๓ จากนั้นก็เรียนจบเปรียญธรรมประโยค ๖ และก่อนหน้านี้ท่านเคยได้รับสมณศักดิ์ที่ พระสุนทรธรรมรส แต่ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองของคณะสงฆ์ เนื่องจากมีบางสิ่งบางอย่างในวงการสงฆ์ ขัดความรู้สึก และความคิดของตนเอง จึงต้องกลายเป็นพระที่โดดเดี่ยว และได้รับฉายาว่าเป็น “ปราชญ์ดำปากหมา" แห่งวัดสุทัศนฯ เนื่องจากชอบวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง

ท่านจึงลาออกจากสมณศักดิ์ดังกล่าว ไปใช้ชีวิตอย่างพระบ้านนอก ซึ่งขณะที่ลาออกนั้นพระที่เป็นระดับสมเด็จในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังเป็นสามเณรอยู่เลย ทั้งนี้ หากท่านไม่ลาออกเวลานี้คงได้รับสมณศักดิ์ในชั้นสมเด็จไปแล้ว หลังจากนั้นท่านได้ออกธุดงค์ไปทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ท่านไปมาหมด และสุดท้ายมาอยู่ที่สำนักสงฆ์เขาหงษ์

แม้วัยของหลวงปู่จะล่วงเลยมากถึง ๑๐๘ ปี แต่ความทรงจำอันหลากหลายเรื่องราว ที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำ นอกจากนี้แล้วสิ่งที่คนเคยพบเจอกับหลวงปู่ รู้สึกทึ่งเป็นอันมาก ก็คืออายุ ๑๐๘ ปี แต่ผิวพรรณ หน้าตา รวมทั้งพละกำลังต่างๆ ดูไม่ร่วงโรยตามอายุขัยแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามกลับมีสายตาดี พูดคุยชัดเจน สามารถพูดคุยได้หลายภาษา และเดินขึ้นลงวัดที่สร้างเอาไว้บนเนินเขาได้อย่างสบาย

ขณะเดียวกันก็จดจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้ และถ่ายทอดให้ฟังอย่างอารมณ์ดี
“อาตมาไม่ใช่คนไทย เพราะตอนที่อาตมาเกิดนั้น ประเทศไทยยังไม่เกิด เพลงชาติที่ร้องกันอยู่ทุกวันนี้ยังไม่มี วันที่ วันขึ้นปีใหม่ยังเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน อยู่เลย อาตมาเกิดในแผ่นดินสยามช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ โน้น เกิดได้ ๙ ปี ก็สิ้นรัชกาลที่ ๕ ใช้เงินมาตั้งแต่เงินพดด้วง เงินฬส เงินไพ เงินเฟื่อง เงินอัฐ เงินสตางค์ เงินสลึง เงินบาท เงินกระดาษ และปัจจุบันก็ใช้เงินพลาสติก เงินบำนาญที่อาตมาได้รับอยู่เดือนละกว่า ๒ หมื่นบาทนั้น เป็นเงินบำนาญของกระทรวงธรรมการ ไม่ใช่ของกระทรวงศึกษาธิการ และตำบลบ้านเกิดที่บางเขนนั้น เปลี่ยนชื่อมา ๓ ครั้งแล้ว เมืองไทยในยุคที่มีประชากรทั่วประเทศ ๑๘ ล้านคนนั้น แต่ปัจจุบันมีกว่า ๖๐ ล้านคน สภาพแตกต่างจากทุกวันนี้อย่างสิ้นเชิง” นี่คือคำยืนยันจากปากของหลวงตาพิชัย

อย่างไรก็ตาม ในอดีตหลวงตาพิชัยขึ้นชื่อว่าเป็นพระดูหมอ และใบ้หวยแม่นมาก ไม่ต่างจากที่วัดหลวงพ่อปากแดง จ.นครนายก ในทุกวันนี้

แต่ปัจจุบันนี้ท่านประกาศไว้ชัดเจน หน้าสำนักสงฆ์ว่า ศาสนพิธีทุกอย่างไม่ทำที่นี่ เครื่องรางของขลัง ดูหมอ ใบ้หวย ฯลฯ ไม่รับทำ

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงทำต่อเพื่อเป็นทานแก่ชาวโลกคือ ทำยาสมุนไพรรักษาโรคได้หลายอย่าง เช่น เอดส์ เบาหวาน ความดัน ริดสีดวงทวาร รวมทั้งมะเร็ง ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ โดยบอกกันแบบปากต่อปากเท่านั้น

หลายคนเชื่อในสรรพคุณยาของท่าน ในขณะที่หลายคนไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันในความสามารถจัดยาสมุนไพร คือ อนุสิทธิบัตร ที่ออกโดย กรมทรัพย์สินทางปัญญา และใบประกอบวิชาชีพด้านสมุนไพรแผนไทย ที่หลวงพ่อได้รับจากกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ หลวงตาพิชัยพูดไว้อย่างน่าคิดว่า “ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นสิทธิของคน เราจ่ายเงินแพงๆ จ่ายเงินหลักแสนหลักล้าน เพื่อซื้อยานอกมากินรักษาโรค หายบ้างไม่หายบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือ แพงและมีผลข้างเคียง แต่สมุนไพรไทยราคาอยู่ในหลักร้อย อย่างเก่งไม่เกินหลักพัน กินไปไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เพราะเป็นสมุนไพร อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่าใกล้เกลือกินด่าง”

แต่มี ยาอายุวัฒนะ อยู่สูตรหนึ่งที่ไม่เคยปิดบังเลย สามารถไปซื้อสมุนไพรมาผสมกินเองได้ และไม่เป็นอันตรายใดๆ โดยใช้ชื่อว่า “สูตรยาน้ำผึ้ง”

ประกอบด้วย ๑.เหงือกปลาหมอน้ำจืด น้ำหนัก ๕ กรัม ๒.ถั่งเช่า น้ำหนัก ๕ กรัม ๓.ไข่มุก น้ำหนัก ๕ กรัม ๔.โป๊ยกั๊ก น้ำหนัก ๕ กรัม และ ๕.น้ำผึ้งป่า ๑ ขวดแม่โขง

นำมาผสมลงไปในขวดและกวนให้เข้ากัน กินเช้า ๑ ช้อนยาว เย็นอีก ๑ ช้อนยาว นอกจากจะช่วยให้สุขภาพดีแล้ว ยังช่วยให้มีอายุยืนเหมือนท่านด้วย

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

โดยคุณ nkkrala (2K)  [พฤ. 12 พ.ย. 2552 - 15:19 น.]



โดยคุณ nkkrala (2K)  [พฤ. 12 พ.ย. 2552 - 15:20 น.] #924364 (1/6)


(D)


หลวงตาพิชัย หรือ หลวงปู่เขาหงษ์ แห่งสำนักสงฆ์เขาหงษ์ 108 ปี

พระ ดร.พิชัย ฐิติลาโภ หรือ หลวงตาพิชัย หรือ หลวงปู่เขาหงษ์ แห่งสำนักสงฆ์เขาหงษ์ ต.นิคม อ.เมือง จ.ลพบุรี มีนามจริงว่า พิชัย รัตนพันธ์ เป็นบุตรของนายเพชรโอภาส และนางทองดี เกิดที่ ต.คลองถนน อ.บางเขน จ.พระนคร โดยในวัย ๙ ขวบนั้น เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตพอดี

แม้หลวงปู่มีวัยจะมากร่วม ๑๐๘ ปีแล้ว แต่ผิวพรรณ หน้าตา รวมทั้งพละกำลังต่างๆ ดูไม่ร่วงโรยตามอายุขัยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับมีสายตาดี พูดคุยชัดเจน สามารถพูดคุยได้หลายภาษา และเดินขึ้น-ลงวัดที่สร้างเอาไว้บนเนินเขาได้อย่างสบาย




ขณะเดียวกัน ก็จดจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้ และถ่ายทอดให้ฟังอย่างอารมณ์ดี โดยเฉพาะเกร็ดประวัติศาสตร์บางส่วนของสยามประเทศ ที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้



หลวงตาพิชัย อุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราม เมื่อปี ๒๔๙๓ จากนั้นก็เรียนจบเปรียญธรรมประโยค ๖ และก่อนหน้านี้ท่านเคยได้รับสมณศักดิ์ที่ พระสุนทรธรรมรส แต่ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองของคณะสงฆ์ จึงต้องกลายเป็นพระที่โดดเดี่ยว และได้รับฉายาว่าเป็น “ปราชญ์ดำปากหมาแห่งวัดสุทัศน์“ เนื่องจากชอบวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง




นอกจากนี้แล้ว หลวงตาพิชัยยังเคยถูกตำรวจสันติบาลนิมนต์ไปสอบสวนถึง ๖ ครั้ง ในข้อหารวยไม่มีเหตุผล จนได้รับฉายาว่า “เสี่ยโล้นเขาหงส์” รวมทั้งถูกนิมนต์ให้สอบว่าเป็นพระเอาเงินที่ไหนมาเยอะๆ เพราะเขาไม่รู้ว่าท่านรวยมาตั้งแต่ก่อนบวช



ท่านบอกว่า ทุกวันนี้อยู่เฉยๆ กินบำนาญเดือนละเกือบ ๓๐,๐๐๐ บาท จะว่าไปแล้ว รัฐบาลขาดทุนเพราะท่านนับล้านบาท คิดเอาง่ายๆ ทำงานให้หลวงประมาณ ๓๐ ปี แต่รับบำนาญมาเกือบ ๖๐ ปี เมื่อตายก็ยังได้เงินอีกหลายแสนบาท




บทวิพากษ์วิจารณ์หนึ่ง ที่หลวงตาพิชัยกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา แม้จะอยู่ในผ้าเหลืองก็ตาม คือ

“ก่อนที่จะบวชนั้น อาตมามองว่า สังคมดงขมิ้นเป็นสงบที่เงียบสงบ สมาชิกของสังคมล้วนเต็มไปด้วยธรรมของพระพุทธองค์ คือ ปล่อย วาง ละ เว้น นิ่ง สงบ และเสียสละ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เป็นสังคมที่แย่ยิ่งกว่าฆราวาสปกติธรรมดาทั่วๆ ไปเสียอีก อย่างเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สังคมดงขมิ้นวุ่นวายที่สุด จัญไรยิ่งกว่าฆราวาสเสียอีก มีการแบ่งพรรคเล่นพวก ถ้าใครได้ใกล้ชิดผู้ใหญ่ ในสังคมนี้อาจจะเห็นความเหลวแหลก ฟอนเฟะ โสมม มีการใช้เงินกันทุกกระบวนการ ตั้งตำแหน่ง สมณศักดิ์ ไปจนถึงจ้างกันสอบ ทั้งนักธรรมและบาลี พระหลายแห่งจ้างพระหนุ่มที่มีความรู้ไปสอบแทน เป็นเรื่องฉาวโฉ่ในดงขมิ้น แต่ไม่มีการสอบสวนที่จะลงโทษ อย่างต่ำเริ่มที่ ๓๐,๐๐๐ บาท อย่างกับเจ้าคณะอำเภอหลายแห่ง จ่ายกันเกือบล้าน ที่สูงกว่านั้นก็ไม่ต่ำกว่าหลักล้าน”




พร้อมกันนี้ หลวงตาพิชัยยังบอกด้วยว่า การบวชเป็นพระ มีแต่ได้กับได้ ไม่มีเสีย ไปฉันบ้านโยมให้ศีลให้พร เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการโปรดญาติโยมอย่างหนึ่ง แต่พอขากลับ มีซองขาวใส่ปัจจัยเป็นค่าจ้างให้ไปฉันอีกต่างหาก พอกลับถึงวัดก็มีของให้ฉัน ซึ่งเป็นของที่ญาติโยมนำมาถวาย ปัจจัยที่ได้มา ถ้าไมใช้สร้างสาธารณประโยชน์ เงินพระก็เพิ่มพูน เชื่อหรือไม่ว่า พระบางรูปมีเงินฝากเป็นสิบล้านบาท บางรูปมีถึงหลักร้อยล้านก็มี ซึ่งนับวันพระจะทำตัวเป็นเหมือนฆราวาสมากขึ้น แตกต่างกันตรงที่หัวโล้นห่มจีวรเหลือง เท่านั้น



อย่างกรณี การเจิมรถ คนขับมาให้เจิมถึงวัด พระก็เขียนยันต์ พร้อมกับท่องคาถาพึมพำ ขมุมขมิบปากพอเป็นพิธี แม้รถคันดังกล่าวจะชนอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่า พับงอเป็นหลังคาศาลพระภูมิ พระที่เจิมก็ยังมีอยู่ คนที่มาเจิมกลับมาบอกว่า “นี่ถ้าผมไม่ได้มาเจิมกับหลวงพ่อ ป่านี้คงตายเป็นผีเฝ้าถนนไปแล้ว”



ส่วนไอ้ที่บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน พอมันรักษาหาย ก็กลับมาบอกในทำนองเดียวกัน พระยิ่งได้ชื่อกันไปใหญ่

ในกรณีที่เจิมแล้ว ไปประสบอุบัติเหตุตายโหงเป็นผีเฝ้าถนนนั้น พวกนี้พระไม่ต้องกังวล มันไม่ได้ไปเข้าฝันบอกเจ้าของรถคนอื่นๆ ว่า “เฮ้ย...อย่าไปเจิมกับหลวงพ่อวัดนั้นเลย กูเอารถไปเจิมมาแล้ว ตายคาที่เลย”




ส่วนห้างร้านก็เช่นกัน เจิมไปที่รวยขึ้นก็มากมี ที่จนและเจ๊งก็มีอยู่ไม่น้อย ไอ้ที่รวยขึ้นต้องกลับมาทำบุญแน่นอน ส่วนไอ้ที่จนและเจ๊งมันไม่กลับมาด่าพระหรอก เพราะมันกลัวบาป สรุปแล้วเป็นพระมีแต่ได้กับได้




ด้วยวัยที่มากถึง ๑๐๘ ปี หลวงตาพิชัยมักถูกนิมนต์ไปนั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล หลวงตาพิชัยบอกว่า ทุกครั้งที่ถูกนิมนต์ไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล จะไปนั่งอธิษฐานจิตว่า



“ขอให้เป็นไปตามที่สังคมยอมรับ ให้พบความสำเร็จ ความสมหวัง ตามที่มนุษย์ปรารถนา ไม่เกินขอบเขตของความเป็นมนุษย์”



ในจำนวนวัดที่นิมนต์ให้ไปร่วมงานทั้งหมด มีวัดอยู่แห่งหนึ่งที่จะไม่ยอมย่างกรายไปเด็ดขาด คือ วัดใหญ่แห่งนึ่งในจังหวัดปทุมธานี แม้จะได้รับฎีกาพร้อมกับปัจจัยถวายมา ๓-๔ ครั้งแล้วก็ตาม การไปร่วมสังฆกรรม แสดงว่า เป็นการยอมรับในแนวปฏิบัติของเขา ทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อยชอบไปมาก เพราะเท่าที่รู้ เขาถวายปัจจัยหนัก แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยนอกจากมีบทบาททางโลกแล้ว ในทางธรรมก็ใช้ปัจจัย ดึงพระให้มาสยบเป็นพวกได้เช่นกัน



สำหรับวิธีการที่ทำให้อายุยืนนั้น หลวงตาพิชัยบอกว่า เมื่อก่อนนี้ ช่วงที่กล้องถ่ายรูปเข้ามาใหม่ๆ เขาไม่เรียกว่าถ่ายรูป แต่จะเรียกว่า ชักรูป และมีคติวามเชื่อกันว่า “การชักรูปจะทำให้อายุสั้น” ในสมัยนั้น จึงไม่มีใครชักรูปกัน เว้นแต่เฉพาะพวกที่มีการศึกษาเท่านั้น



ทุกวันนี้มีหลักปฏิบัติง่ายๆ คือ ทุกๆ เช้าก่อนลุกจากที่นอน ให้กำหนดจิต ตั้งอารมณ์และระลึกอยู่เสมอว่า วันนี้ต้องมีเรื่องผิดหวังมากกว่าสมหวัง และเรื่องไม่คาดหวังจะเกิดกับเราทุกโอกาส




ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ผิดหวังเสมอ และตลอดทั้งวัน อย่าตกเป็นทาสอารมณ์ อย่าตกเป็นสนิมหัวใจ ให้มองคนอื่นเป็นมิตรเสมอ แม้ว่าเขาจะมองเราเป็นศัตรูก็ตาม




ส่วนความขัดแย้ง อันเนื่องจากการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา ในปัจจุบันนี้ หลวงตาพิชัยวิเคราะห์สั้นๆ แต่ชวนคิดว่า




"การเมืองไทย หรือตั้งแต่เมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ ๒๔๗๕ และมีรัฐบาลต่างๆ มาจนถึง ๖๑ ปี การเมืองไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ส่วนการเมืองในวันนี้ มัวเมา หลงเงาตัวเอง ไม่มีความถูกต้อง เอาแต่ถูกใจ ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นสันดาน และไม่เอากฎหมายมาใช้เป็นกฎหมาย ปี ๒๕๕๕ เมืองไทยจะพ้นจากวิกฤติการณ์ เพราะหลังจากที่กัดกันจนตายทั้งคู่แล้ว นั่นแหละจึงจะหันหน้ามาปลูกผักปลูกผลไม้กินกัน เมื่อไม่มีอะไรเหลือแล้ว




เรื่อง - ภาพ... " ไตรเทพ ไกรงู"

โดยคุณ nkkrala (2K)  [พฤ. 12 พ.ย. 2552 - 15:20 น.] #924365 (2/6)


(D)


พระเถระ 5 แผ่นดิน ผู้สืบทอดสุดยอดวิชาแห่งสำนักวัดมะขามเฒ่า
พระเถระ 5 แผ่นดิน ผู้สืบทอดสุดยอดวิชาแห่งสำนักวัดมะขามเฒ่า ปรมาจารย์ผู้มีอาวุโสสูงสุดแห่งสำนักวัดสุทัศน์ ศิษย์ในองค์พระสังฆราชแพ พระอาจารย์ในดง พระในตำนาน ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันมากในหมู่พระธุดงค์ ผู้สำเร็จวิชาเป่าทองในระดับสุดยอด เป่าคราวเดียวหายวับไปกับตา แต่ถ้าเข้าเครื่อง X-Ray ละก็เห็นหมดทุกแผ่น ทั้งหมดที่กล่าวขึ้นมา คือ องค์หลวงปู่ พิชัย ฐิติลาโภ ปรมาจารย์ผู้เฒ่าแห่งสำนักสงฆ์เขาหงษ์ อ.เมือง จ.ลพบุรี พระผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของลูกศิษย์มากมายในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญในสุดยอดวิชาการเป่าทอง ซึ่งทำเอานายแพทย์หลายท่านต้องประหลาดใจ เพราะเห็นแผ่นทองหลายแผ่นติดอยู่ที่ศีรษะลูกศิษย์ของหลวงปู่ที่มารับการตรวจโดยการ X-Ray

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับ วารสาร รายการโทรทัศน์ ได้เผยแพร่เรื่องราวของหลวงปู่ในนามของ “หลวงตาฮาร์วาร์ด” ผู้ชำนาญในการใช้สมุนไพรโบราณและตัวยาในแผนปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่มาของฉายานี้ก็มาจากเมื่อครั้งก่อนบวชนั้นท่านได้สำเร็จการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาเอก หรือเป็นด๊อกเตอร์ที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนั่นเอง ซึ่งต่อมาได้อุปสมบท ณ อุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม โดยมี สมเด็จพระสังฆราชแพ เป็นพระอุปัชฌาย์ นอกจากนั้นหลวงปู่ยังได้ศึกษาวิชาพุทธาคมในสายหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า โดยมีองศ์หลวงปู่ปลื้มผู้เป็นน้องร่วมสายโลหิตของหลวงปู่ศุขเป็นผู้ฝึกสอนให้โดยตรง และหลวงปู่ปลื้มผู้นี้เองที่เป็นผู้สร้างวัตถุมงคลพระเครื่องต่างๆ ให้แก่องค์หลวงปู่ศุขในขณะนั้น และเป็นสมภารเจ้าผู้ครองวัดมะขามเฒ่าในเวลาต่อมา

ดังนั้นจึงกล่าวได้เต็มปากว่า หลวงปู่พิชัยท่านเป็นปรมาจารย์ผู้สำเร็จสุดยอดวิชาทั้งสำนักวัดมะขามเฒ่าและสายวัดสุทัศน์ หลวงปู่พิชัยจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศน์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493-2511 ซึ่งในขณะนั้นท่านมีชื่อเสียงทางด้านการเทศนาธรรม เป็นปราชญ์แห่งธรรม และมีศักดิ์เป็นถึง ท่านเจ้าคุณพระสุนทรธรรมรส รองเจ้าคณะ 1 แห่งวัดสุทัศน์ ท่านได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกครั้งสำคัญๆ มากมายหลายพิธีในสมัยนั้น ก่อนออกธุดงค์ไปหลายปีจนมาถึงสำนักสงฆ์เขาหงษ์ในปัจจุบัน ซึ่งฉายาของหลวงปู่นั้นมีมากมายเนื่องจากหลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปงานพิธีพุทธาภิเษกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งท่านจะบอกลูกศิษย์ว่าไม่ต้องมาดูแล ท่านไปเอง กลับเอง ไม่เป็นภาระใคร

ดังนั้นเองเมื่อไปถึงงานจึงไม่มีใครรู้จักท่านซึ่งท่านก็หลบพักผ่อนอยู่ตามลำพังจนถึงเวลาปลุกเสกจึงจะเข้าไปนั่งปรกจนเสร็จแล้วลุกออกจากงานทันทีไม่อยู่รอจนจบพิธี ดังนั้นเองผู้จัดงานทั้งหลาย โฆษกเองก็ดี จึงไม่รู้จักท่าน ไม่รู้ว่ามายังไง เมื่อไร และชื่ออะไร จึงต่างเรียกท่านตามรูปพรรณสันฐานว่า อาจารย์ดำ หลวงปู่ดำ และบางครั้งเรียก หลวงพ่อใหญ่ ก็มี จนถึงฉายา “พระอาจารย์ในดง” ชื่อนี้ลูกศิษย์หลายท่านเมื่อครั้งไปเรียนกับหลวงปู่ในป่าในเขาเมื่อหลายสิบปีก่อนใช้เรียกกันและเคยมีการเขียนถึงในหนังสือหลายเล่มในขณะนั้น จนเป็นที่กล่าวกันว่าผู้ใดพบพระอาจารย์ในดงผู้นั้นได้พบขุมวิชาแห่งสำนักวัดมะขามเฒ่า และเมื่อถามหลวงปู่ว่าชื่อฉายาที่มากมายนี้หลวงปู่ชอบให้เรียกชื่อไหน ซึ่งท่านก็บอกว่าเรียก “พระอาจารย์เขาหงษ์” สิดี และนั้นจึงเป็นที่มาของฉายานี้

ซึ่งเรื่องราวประวัติตลอดจนอิทธิปาฏิหารย์แห่งองค์หลวงปู่ในขณะนั้นมีมากมาย ซึ่งจะได้นำเผยแพร่ในโอกาสต่อ ๆ ไป ส่วนในเรื่องของวัตถุมงคลนั้นทราบมาว่าหลวงปู่เคยจัดสร้างมาแล้ว 2 ครั้ง คือ เหรียญรุ่นแรกปี พ.ศ. 2523 และรุ่นสอง เป็นเหรียญกษาปณ์สร้างประมาณปี พ.ศ. 2544-2545 ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนั้นได้หมดไปจากวัดมานานแล้ว และได้ทราบว่าในวาระมงคลอายุ 108 ปีนี้ หลวงปู่ได้เมตตาให้จัดสร้างวัตถุมงคลอีกครั้ง ซึ่งในรายละเอียดต่าง ๆ นั้น คงจะได้มีการเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกันในโอกาสต่อไป

โดยคุณ nkkrala (2K)  [พฤ. 12 พ.ย. 2552 - 15:21 น.] #924366 (3/6)


(D)


ตัวอย่างเหรียญเงิน

โดยคุณ nkkrala (2K)  [พฤ. 12 พ.ย. 2552 - 15:22 น.] #924367 (4/6)


(D)


เหรียญทองแดง

ภาพด้านข้าง ชมมิติเหรียญ

น่าสะสมครับ

โดยคุณ nkkrala (2K)  [พฤ. 12 พ.ย. 2552 - 15:25 น.] #924374 (5/6)


(D)
ขณะนี้กำลังเปิดจอง วัตถุมงคล พิชัยมงคล ๙ รอบ รายการจอง ดังนี้


๑.ชุดทองคำ สร้างจำนวน ๕๙ ชุด บูชาชุดล่ะ 45000 บาท ประกอบด้วย
( ๑ )เหรียญทองคำ ( น้ำหนักประมาณ ๒๓ - ๒๕ กรัม ) ๑ เหรียญ
( ๒ )เหรียญเงินลงยาสีธงชาติหลังเรียบ ๑ เหรียญ
( ๓ )เหรียญนวะลงยาสีธงชาติหลังเรียบ ๑ เหรียญ

๒.ชุดกรรมการ สร้างจำนวน ๓๐๐ ชุด บูชาชุดล่ะ 6600 บาท ประกอบด้วย
( ๑ )เหรียญเงินลงยาสีแดง ๑ เหรียญ
( ๒ )เหรียญเงินลงยาสีนำเงิน ๑ เหรียญ
( ๓ )เหรียญลงลงยาสีเหลือง ๑ เหรียญ
( ๔ )เหรียญเงินลงยาสีธงชาติ ๑ เหรียญ


๓.เหรียญเนื้อหัวลูกปืนตะกั่วหลังเรียบฝังเหรียญสตางค์ สร้างจำนวน ๕๐๐ เหรียญ บูชาเหรียญล่ะ 1000 บาท ( ไม่เปิดให้จองทั่วไปนะครับ ส่วนใหญ่จะให้บูชาวันปลุกเสกที่วัด )


๔.เหรียญเงินลงยา ๒ สี หน้าหลัง ( สีฟ้า ) สร้างจำนวน ๓๐๐ เหรียญ บูชาเหรียญล่ะ ๒๒๐๐ บาท


๕.เหรียญเงิน สร้างจำนวน ๔๐๐ เหรียญ บูชาเหรียญล่ะ ๑๕๐๐ บาท

๖.เหรียญนวะโลหะ สร้างจำนวน ๘๐๐ หรียญ บูชาเหรียญล่ะ ๖๐๐ บาท

๗.เหรียญทองแดง สร้างจำนวน ๕๐๐๐ เหรียญ บูชาเหรียญล่ะ ๒๐๐ บาท ตามจอง

๘.ตะกรุดพิชัยสงคราม ( ตะกรุดจารใต้น้ำ ) สร้าง ๕๐๐ ดอก บูชาดอกล่ะ ๑๐๐๐ บาท (ตะกรุดใต้น้ำรุ่น 2 เนื้อตะกั่ว ยาว 5 นิ้ว หุ้มปลายด้วยทองแดง ถักเชือกลายธงชาติ )
มียอดเหลือ 10 กว่าดอกครับ


รายการที่ ๑ , ๒ , ๓ , ๘ ปิดรับจองวันที่ 25 พ.ย. 2552

รายการที่เหลือปิดรับจองวันที่ 30 ธ.ค. 2552

แนะนำพี่ที่หาและเก็บแต่พอเพียง ตามกำลังของท่าน และโปรดใช้วิจารณญาณ



ขอย้ำอีกครั้งครับจากปากผู้จัดสร้าง เหรียญชุดนี้จัดสร้างแค่ตามรายการที่ระบุเท่านั้นนะครับ ไม่มีเสริม แอบ เพิ่ม เติม เนื้ออื่นแบบอื่นใดๆอีกแล้วทั้งสิ้น หมดแล้วหมดเลยนะครับ

แนะนำน่าจะเก็บไว้ เหรียญเนื้อหลัก ๆ ไว้ หลวงปู่พิชัย ท่านอายุ ๑๐๘ ปีแล้ว


เชิญจับจองเป็นเจ้าของครับ

สนใจสอบถาม




(ชานนท์ )

086-889-8482

089-131-1342

Email:nkkrala@gmail.com

ตัดยอกให้เมื่อ โอนเงินเต็มจำนวน มาที่




ธนาคาร : ไทยพาณิชย์

ชื่อบัญชี ชานนท์ วงศ์วัชรโชติ

สาขา : ถนนสาทร

ประเภทบัญชี : ออมทรัพย์

เลขที่บัญชี : 101-221-3386

โดยคุณ nkkrala (2K)  [พฤ. 19 พ.ย. 2552 - 22:55 น.] #934847 (6/6)
แจ้งข่าวทราบ

๓.เหรียญเนื้อหัวลูกปืนตะกั่วหลังเรียบฝังเหรียญสตางค์ สร้างจำนวน ๕๐๐ เหรียญ บูชาเหรียญล่ะ 1000 บาท (ไม่เปิดให้จองทั่วไปนะครับ ส่วนใหญ่จะให้บูชาวันปลุกเสกที่วัด) เหลือเพียง 5 เหรียญเท่านั้น

๖.เหรียญนวะโลหะ สร้างจำนวน ๘๐๐ หรียญ บูชาเหรียญล่ะ ๖๐๐ บาท เหลือเพียง 10เหรียญเท่านั้น


ตะกรุดพิชัยสงคราม ( ตะกรุดจารใต้น้ำ ) สร้าง ๕๐๐ ดอก บูชาดอกล่ะ ๑๐๐๐ บาท (ตะกรุดใต้น้ำรุ่น 2 เนื้อตะกั่ว ยาว 5 นิ้ว หุ้มปลายด้วยทองแดง ถักเชือกลายธงชาติ )
มียอดเหลือเพียง 10 ดอก เท่านั้น ด่วนก่อนตกขบวน


รายการที่ ๑ , ๒ , ๓ , ๘ ปิดรับจองวันที่ 30 พ.ย. 2552

update ล่าสุด 19/11/52

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1