ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : หลวงปู่สรวง + หลวงปู่ผาด+หลวงปู่ชื่น



(D)
ประวัติหลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
วัดบ้านกรวด เป็นวัดเก่าแก่ประจำ อำเภอ บ้านกรวด ตั้งขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี มีอายุนับถึง ปัจจุบันไม่น้อยกว่า 120 ปี ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 10 เมษายน พุทธศักราช 2469 มีประพุทธรูปศิลา อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นประธานในพระอุโบสถ มีเจ้าอาวาสครอง วัดติดต่อกันมานับถึงปัจจุบันรวม 4 รูปด้วยกัน เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือ พระครูวิบูลย์ปัญญาวัฒน์ หรือ หลวงปู่ผาด ฐิติปัญโญ .ซึ่งได้บวชเรียนมาตั้งแต่อายุได้ 22 ปี เป็นต้นมานับถึงปัจจุบัน 97 ปี นับพรรษา ได้ 76 พรรษา เมื่อครั้งอดีตสมัยท่านเป็นพระหนุ่มๆ ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เพื่อศึกษาหาความรู้ทั้งทางพระเวทย์ วิชาแพทย์แผนโบราณต่างๆ ตามความเชื่อ และความนิยมของชาวพื้นบ้าน ในสมัยนั้น ได้ไปศึกษาเล่าเรียนเวทวิทยาอาคมที่จังหวัดอุดรมีชัย ถึง 3 ปี (ในสมัยนั้น จังหวัดอุดรมีชัย ยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ) จากนั้นท่านได้จาริกไปศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ แทบจะทุกภาคของไทยและประเทศใกล้เคียง เคยธุดงค์ไปศึกษาวิชาอาคมที่นครวัต ที่ประเทศเขมร เป็นเวลา 8 ปี จนมีความรู้เจนจบในไสยเวททุกแขนง แตกฉานในวิปัสสนากรรมฐาน อย่างแจ่มแจ้ง ต่อมาเมื่อท่านมีอายุมากขึ้น ท่านได้รับถวายที่ดินจากชาวบ้าน จากนั้นท่านก็ได้บูรณะจากพื้นดินที่ว่างเปล่า จนเป็น “วัดตาอี” ให้เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน สืบต่อมา หลวงปู่หริ่ง เจ้าอาวาส วัดบ้านกรวด ได้มรณภาพลง ชาวอำเภอบ้านกรวด จึงได้นิมนต์ หลวงปู่ผาด มาเป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่ได้ปฏิเสธการเป็นเจ้าอาวาส วัดบ้านกรวด มาโดยตลอด แต่ในที่สุดท่านก็ทนแรงศรัทธาของญาติโยมไม่ไหว จึงต้องยอมรับ เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกรวด และดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันในที่สุด หลวงปู่ผาด ท่านได้พัฒนา วัดสาขาของท่านถึง 4 แห่ง ก็คือ วัดตาอี,วัดบ้านปราสาท,วัดบ้านบึงเก่า และวัดบ้านกรวด เป็นรูปเป็นร่างมาจน ถึงปัจจุบันนี้ หลวงปู่ผาด ท่านเป็นพระที่รักสันโดษ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ ท่านได้ปฏิเสธ ในการสร้าง วัตถุมงคล มาโดยตลอด แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ได้รบเร้า หลวงปู่ว่า มีผู้เลื่อมใสศรัธา ในตัวหลวงปู่ ประสงค์อยากจะได้วัตถุมงคลของหลวงปู่ผาดไว้บูชา เพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต หลวงปู่ท่านก็เลยอนุญาต ให้จัดสร้าง วัตถุมงคล ที่ออกมาภายใต้ชื่อ หลวงปู่ผาด จึงออกมาน้อยมาก ดังนั้นคนที่มีอยู่ต่างหวงแหน ไม่ค่อยหลุดออกมาให้เห็นกัน ทำให้วัตถุมงคลรุ่นเก่าๆ ของท่าน หายากขึ้นเป็นเงาตามตัว ด้วยหลวงปู่ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญของพุทธศาสนา โดยแท้ ทุกลมหายใจเข้าออกท่านกำหนดจิตด้วยกรรมฐานมีสติอยู่เสมอ วัตถุมงคล ที่ผ่านการอธิฐานจิตจากท่านจึงทรงความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งบุญญาฤทธิ์ และอิทธิฤทธิ์ ดุจมีแก้วสารพัดนึก ใครมีโอกาส ได้ครอบครอง ขอให้เก็บไว้บูชาดีๆ เพราะท่านเคยพูดกับศิษย์บ่อยๆ ว่า “อีกหน่อยพระของเราจะเป็นเพชร” จากอมตะวาจาของหลวงปู่อนาคตจึงไม่ต้องพูดถึง เพราะต่างทราบกันดีว่า หลวงปู่ท่าน “วาจาสิทธิ์” เป็นยิ่งนัก เอาเป็นว่าอนาคตอันใกล้คงต้องได้เห็นอย่างแน่นอน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอนานเหมือนอดีต “ของดี”มีประการณ์ ประเดี๋ยวก็มีคนถามหากันเอง! หลวงปู่ผาด ท่านเป็นพระแท้ที่กราบไหว้ได้สนิทใจสมกับ “พุทธบุตร” โดยแท้ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังพระภิกษุอย่างหลวงปู่ผาดไม่ควรจะเป็นของอำเภอบ้านกรวดเพียงอย่างเดียวควรเป็นของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป เปรียบดังช้างเผือกในป่า น่าจะมาเป็นช้างคู่บ้านคู่เมือง จึงจะถูกต้อง สมกับพระบารมีของท่านเป็นอย่างยิ่ง กิตติคุณความเป็นผู้ทรงวิทยาพุทธาคม แม้แต่ “นักบุญแห่งภาคอีสาน” จ้าวตำรับ “กูมึง” ขนานแท้ (แม้แต่พระองค์อื่นจะใช้บ้างก็ไม่น่าพิสมัยเท่าท่าน) ยังกล่าว ยกย่องเชิดชูกับคณะศรัทธาบุญจากอำเภอบ้านกรวด ที่ได้เดินทางไปกราบนมัสการท่านที่วัด เมื่อท่านสอบถามรู้ความว่าเดินทางมาจากอำเภอบ้านกรวด ท่านถึงกับออกปากพูดว่า “มึงจะมากราบมาเอาของกูทำไม มึงไปไหว้หลวงพ่อใหญ่วัดบ้านกรวดโน่นของท่านศักดิ์สิทธิ์กว่าของกูตั้งเยอะพวกมึงไม่จำเป็นต้องมาใช้ของกูเลยของดีอยู่กับท่านยังไม่รู้ค่าอีก” สำหรับประโยคคำพูดจากปากยอดพระเกจิอาจารย์ที่ประชาชนเคารพกราบไหว้ทั้งประเทศคงยืนยัน คุณวิเศษ ในองค์หลวงปู่ผาดได้อย่างดี เป็นแน่แท้พระระดับนี้ท่านยังเทิดทูนอภิวาทหลวงปู่ผาด แล้วเราๆท่านๆจะลังเลอยู่ไยล่ะครับ

พระยอดขุนพลปฐมโพธิญาณ เป็นพระเครื่องชุดสำคัญอีกชุดหนึ่ง ที่ได้ผ่านการอธิฐานจิตแผ่พุทธคุณจาก หลวงปู่ผาด ท่านได้มอบพระชุดนี้ทั้งหมดให้วัดบ้านบึงเก่านำไปบูรณะวัด และวัดบ้านบึงเก่าเป็นวัด 1 ใน 4 วัดที่หลวงปู่ผาดดูแล และรับผิดชอบอยู่ ซึ่งมีพระอธิการชวน ชาครธัมโม เป็นเจ้าอาวาส และเป็นศิษย์เอกที่หลวงปู่ผาดไว้วางใจรูปหนึ่ง เมื่อความที่หลวงปู่ผาด ท่านเขียนวันปบงสังขารของท่านไว้ล่วงหน้าแล้วพับเก็บไว้ใต้หมอน บังเอิญพระที่ทำความสะอาดกุฏิหลวงปู่ผาดไปพบเข้า “ความแตก” ชาวบ้านร้องห่มร้องไห้กันระงม ขอให้หลวงปู่ผาดท่านอย่าด่วนละสังขาร ขอให้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานต่ออีกเถอะ หลวงปู่ผาด ท่านก็รับปากบอกว่าจะอยู่ให้อีกระยะหนึ่ง ครั้งนั้นก็ได้ พระอธิการชวน เป็นกำลังสำคัญในการทำพิธีสืบชะตาของหลวงปู่ผาด สำหรับพระยอดขุนพลปฐมโพธิญาณเป็นพระเครื่องที่จัดสร้างเป็นครั้งแรกในรูปแบบองค์ สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่หลวงปู่ผาด อธิฐานจิตบรรจุเวทวิทยาคม เป็นปางแรกของพระพุทธองค์เมื่อตรัสรู อนุตตรโพธิญาณ พระพุทธองค์ท่านได้ยกมือพนมทำความเคารพ โลกุตระธรรม ที่ท่านพบจนสำเร็จเป็นมหาศาสดาเอก ซ้ายขวาเป็นพระอินทร์กับพระพรหม ที่เสด็จลงมาอนุโมทนาสรรเสริญ พระอินทร์เป่าสังข์ก้องกังวานไปทั่วอนันตจักรวาลทั้ง 3 ภพ ให้รับรู้ว่าบัดนี้ ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว บันดาลให้เกิดเหตุมหัศจรรย์บังเกิดขึ้น เกิดแผ่นดินไหวทั่วปฐพี เสียงกึกก้องกัมปนาท ลมพายุพัดแรงเสียงอื้ออึ้งสะท้านไปทั่วพิภพ สัตว์น้อยใหญ่ในป่าพนาไพรทั้งหลายที่เป็นศัตรูต่อกันก็พลันกลับกลายเป็นมิตรชิดเชื้อสนิทสนม มีจิตเมตตาไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เหล่าวิหกนานาชนิดต่างโผผินบินลอยละล่องเริงร่า ดาดาษกลาดเกลื่อนเป็นฝูงๆ เต็มท้องฟ้า ต่างบินวนเวียนเป็นทักษิณาวัตร เป็นรัศมีวงกลม แสดงอาการว่าได้ถวายบังคม พระบรมศาสดา ขณะนั้นพระวรกาย ก็บังเกิดฉัพพรรณรังสี 6 ประการ เปล่งประกายแผ่ขยายจากพระวรกายเป็นสายรุ้งมีรัศมีแผ่กว้างสว่างไสวไปทั่วทั้ง 3 โลก ต้นไม้น้อยใหญ่ ในป่าพงไพรก็ผลิดอกออกผลนอกฤดูกาล เบ่งบานเต็มต้น ทุกกิ่งก้าน ชูช่อสวยงามตะการตาเป็นยิ่งนัก เหล่าทวยเทพทั้งปวงในหมื่นโลกธาตุจักรวาล เปล่งปลั่งสำเนียงไพเราะอวยพรถวายพระพรชัย พร้อมโปรยปรายดอกไม้มณฑาทิพย์จากสรวงสรรค์ตกลงมาเต็มปริมณฑลท่วมท้นถึงรัตนะบัลลังก์ เป็นเหตุมหัศจรรย์ครั้งยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์ เป็นการเฉลิมฉลองแห่งการตรัสรู้แห่งพระพุทธรัตนะมหาอนันตชิน ปางนี้จึงเป็นปางสำคัญอีกปางหนึ่งของพระพุทธองค์ที่เราควรมีไว้อภิวาท เป็นปางสำเร็จเลื่อนจากมนุษย์สู่มหาศาสดา อิทธิคุณในพระยอดขุนพลปฐมโพธิญาณ น่าจะดีทางชัยชนะในกิจทั้งปวง ศรตรูเป็นมิตร เป็นที่เคารพรักใคร่ของมนุษย์ อมนุษย์และเทพเทวา ทำกิจอันใดก็เจริญรุ่งเรื่อง ฯลฯ ก่อนที่ พระอธิการชวน จะมอบพระชุดนี้ออกมาให้ประชาสัมพันธ์ หลวงปู่ผาด บอกท่านว่า “พระยอดขุนพล” นี้ มีเทวดารักษาทุกองค์ ให้บูชาดีๆ สวดมนต์ถวายทุกคืนได้ยิ่งดี เพราะเทวดาท่านโปรดการสวดมนต์ และให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ท่านบอกมาอย่างนั้นจะจริงเท็จประการใด ผู้บูชาเท่านั้นที่รู้ กรรมวิธิปลุกเสก หลวงปู่ผาด ท่านอธิฐานบรรจุคุณพระ ในกุฏิของท่านเงียบๆ เพียงองค์เดียว หรือที่วงการพระเรียกว่า เสกแบบบินเดี่ยว เป็นเวลานานถึง 7 สัปดาห์ ว่ากันว่าเต็มที่อย่างจุใจ ไม่ต้องมารีบเสกรีบขายเหมือนหลายสำนักที่ทำกัน ดังนั้นวัตถุมงคลของท่านจึงเป็นของจริง สามารถพึ่งพิงได้อย่างอบอุ่นใจ ปลุกเสกแบบพระป่าบ้านนอกไม่มีปะรำ พิธี พิธีบรรจุพุทธคุณของหลวงปู่ผาด จึงต้องใช้กุฏิเป็นปะรำพิธีแทน และมีเพียงธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยเท่านั้น วัตถุมงคลที่ผ่านการอธิฐานแผ่พุทธคุณจากท่าน จะแรงและดีขนาดไหน ต้องลองไปถามชาวอำเภอบ้านกรวดดูได้ เพราะพวกเขามีโอกาส ใช้พระหลวงปู่ผาด ก่อนเราๆท่านๆ ความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลต่างๆใช่ว่าพระสวยพิธียิ่งใหญ่อลังการแต่อย่างใด ที่สำคัญคือ ตัวผู้เสกต่างหากว่าท่านเก่งจริงไหม? หลวงปู่ผาดท่านเป็นประเภทคมในฝัก หรือ ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ท่านเป็นพระบริสุทธิ์ น่าเคารพนับถือ เป็นครูบาอาจารย์ยิ่งนัก ขนาดท่านรู้วันปลงสังขารของตนเองล่วงหน้า “จะมีกี่รูปในแผ่นดินนี้” พระยอดขุนพลปฐมโพธิญาณ เกิดขึ้นจากมวลสารผงอิทธิเจ,ผงปัทมัง,ไม้โพธิ์นิพพานวันอังคาร ใบโพธิ์นิพพานหงายทิศตะวันออก 108 วัด,ว่าน 108 ,เกสร 108 ,ใบลานเผา,อิฐดอกจันทร์ค่ายบางระจัน,แร่ธาตุต่างๆ อีกมากมาย พระแม่ธรณีหน้าวิหารอาจารย์คง วัดแค,ศิลายอดปราสาท,ผงตะไบเกศพระพุทธรูปโบราณ ,ผงตะไบดาบโบราณ,ผงพระแตกหัก เทวรูปชำรุดต่างๆ,ว่านสบู่เลือด,ไพรดำ,เพชรหลีก ฯลฯ ด้วยความวิริยะอุสาหะของ พระอธิการชวน และบรรดาศิษย์ ที่ได้รวบรวม มวลสารต่างๆ มาจากทั่วสารทิศ ผงจากครูบาอาจารย์ทั่วประเทศ เพื่อนำมาทำวัตถุมงคล “พระยอดขุนพลปฐมโพธิญาณ” ครั้งนี้โดยเฉพาะ “ดีทั้งนอก ดีทั้งใน” พูดได้เต็มปาก ไม่ได้คิดหลอกให้ท่านกราบไหว้"ปูน” กัน ขนาดมีข่าวรำลือกันว่า คืนแรกที่ หลวงปู่ผาด ปลุกเสก พระยอดขุนพลปฐมโพธิญาณ มีชาวบ้าน ฝันว่า....เห็นพระอินทร์ พระพรหม เทพเทวดา นางฟ้า รัศมีสว่างไสวมากันเต็มวัด พร้อมยังมีนักรบโบราณทรงช้าง ทรงม้ากรีฑาทัพเข้ามากันกันในวัดอย่างเป็นระเบียบ สง่าน่าเกรงข่ามสวยงามยิ่งนัก ทุกคนใส่ชุดสีแดง อาวุธครบมือ ตนจึงเข้าไปถามว่า...มาวัดกันทำไม นักรบในชุดแดงบอกว่า ... จะมาช่วยหลวงปู่ผาด ทำพระอนุโมทนาบุญร่วมกับท่าน ถ้าท่านมีโอกาสก็อย่าลืมแวะไปกราบท่าน ผมมั่นใจว่าจะหาพระเก่งๆแบบนี้ยาก ผมกล้ายืนยันว่าท่านไม่เป็นสองลองใครในอีสานใต้
สนใจวัตถุมงคล ติดต่อที่ อิทธิปาฏิหาริย์ พระเครื่อง 089-052-5456 http://www.itti-patihan.com


ขอเชิญบูชาวัตถุมงคล หลวงพ่อผาด วัดบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สายตรงจากวัด อาทิ

พระเจ้าลิ้นทอง (ประวัติคล้ายขุนแผนบ้านเรา) บูชา 300.-
พระผงรูปเหมือน บูชา 300
ล็อคเกต (ด้านหลังมีเกศา ,ตะกรุดสามดอก,ผงพุทธคุณ) สร้างน้อย บูชา 700
พระเจ้าครอบเมือง บูชา 200
พญาครุฑ (เนื้อพิเศษ 1,500.-)
เนื้อผงปถมังผสมไม้มงคลเก้า,ผงจินดามณี,ไม้งิ้วดำ,ไม้งิ้วดำโรยผงเกสรดอกดาวเรือง,ว่าน 108 บูชา 300.-

พระยอดขุนพล (เนื้อหัวเชื้อ 2,000, เนื้อผงตะไบ โรยเกศพระโบราณ 1,500 ,ใบลานเผา 300)
เหรียญรุ่นสร้างกุฏิ บูชา 200
ดูรายละเอียดที่ http://www.itti-patihan.com/pad.php

อิทธิปาฏิหาริย์ พระเครื่อง ( อยู่ใกล้ๆโรงพยาบาลตากสิน เลยปากทางเข้าวัดทองนพคุณไปนิดนึง
ติดถนน )529 ถ.สมเด็จเจ้าพระยา แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กทม 10600
เปิดบริการทุกวัน 9.00 น.-22.30 น. ติดต่อสอบถามที่ 089-052-5456 เอก ติดต่อผมได้ทุกเวลานะครับ
ลูกค้าต่างจังหวัด สนใจธนาณัติสั่งจ่ายในนาม สุกัณจักขณ์ กิตติวรเกียรติ ปณ.คลองสาน
หรือ โอนเข้าบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขา ลาดหญ้า เลขที่ 075-2-80735-3 ก่อนโอนกรุณาโทรแจ้งให้ทราบด้วยครับ
ดูรายละเอียด รุ่น ต่างๆได้ที่ http://www.itti-patihan.com

โดยคุณ aekcub (989)  [พ. 14 พ.ย. 2550 - 08:53 น.]



โดยคุณ aekcub (989)  [พ. 14 พ.ย. 2550 - 08:56 น.] #181997 (1/2)


(D)
ประวัติ หลวงปู่ชื่น วัดตาอี จ.บุรีรัมย์

สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดกลียุคทั่วโลก ยิ่งประเทศเล็กประเทศน้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากข้าวยากหมากแพงแล้ว ประชาชนยังต้องรับกรรมหนักเพราะครอบครัวแตกสลายเนื่องจากความแร้นแค้นยากจนเป็นสาเหตุใหญ่
ครอบครัวของ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาก็ได้รับความรุนแรงของไฟสงครามเช่นเดียวกัน ทำให้ญาติพี่น้องของหลวงปู่ชื่น ลับหายตายจากไปหลายคน ซึ่งประเทศกัมพูชาขณะนั้นร้อนระอุสุด ๆ จนดูโหดร้ายไปทุกอย่าง ทำให้หลวงปู่ชื่นเกิดความเบื่อหน่ายจึงเดินธุดงค์เข้ามายังแผ่นดินไทยที่มีแต่ความสงบร่มเย็น

“ หลวงปู่ชื่น นามเดิมชื่อ ชื่น นามสกุล ศรีโสด เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 11 ปีมะเมีย ตรงกับปี พ.ศ. 2461 เกิดที่บ้านหินกอง อำเภอหินกอง จังหวัดสวายศรีโสภน ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่อ นายชุบ โยมมารดาชื่อ พิม ศรีโสด มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน คือ นายเรียว, นายโพธิ์, นายบุญ, นายเกิด, หลวงปู่ชื่น, นางยอด และนางยาว ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ตามประสาชาวบ้านในชนบททั่วไปของชาวเขมร

ชีวิตในวัยเยาว์ของ หลวงปู่ชื่น นิสัยท่านเป็นคนใจบุญ มีความสุขุมลุ่มลึก และมีใจโอบอ้อมอารีชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ทั้งยังมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ พออายุได้ 15 ปี ได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งพ่อแม่ไม่ขัดข้อง ท่านจึงได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดในหมู่บ้านเกิดของท่าน

หลังจากบวชเณรได้ระยะหนึ่งพอถึงอายุ 20 ปี หลวงปู่ชื่น ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยได้รับฉายาว่า “ติคญาโณ” เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว หลวงปู่ชื่นได้ศึกษาบทสวดมนต์และบทสวดปาติโมกข์ ซึ่งใช้เวลาเพียงหนึ่งพรรษาก็สวดพระปาติโมกข์ได้แล้ว นับว่าหาพระที่เก่งเช่นนี้น้อยมาก เพราะการท่องบทพระปาติโมกข์พระบางรูปต้องใช้เวลานานนับ 5 ปี 10 ปี เนื่องจากเป็นบทสวดที่ยาวและยากที่สุดนั่นเอง

“ หลวงปู่ชื่น สอบนักธรรมชั้นตรีได้ในพรรษาที่ 3 หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินธุดงค์ปลงสังขารลัดเลาะไปตามป่าดงพงพี ข้ามเขาลงห้วยในดินแดนประเทศกัมพูชา ทำให้ท่านได้พบกับครูบาอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่หลายรูป ซึ่งแต่ละอาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมที่ตนมีอยู่ให้ หลวงปู่ชื่น จนหมดสิ้น โดยเฉพาะฤๅษีที่บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าดงดิบได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดให้ หลวงปู่ชื่น เพื่อให้นำไปช่วยเหลือศิษย์ต่อไปอีก”

หลวงปู่ชื่น เป็นพระเถระที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีศีลจารวัตรที่งดงาม ชอบบำเพ็ญกุศลเพื่อเสริมสร้างบารมีให้แก่กล้าขึ้น ท่านจะตื่นตั้งแต่ตีสามทำวัตรสวดมนต์ และช่วงค่ำก็เช่นกันท่านจะสวดมนต์มิได้ขาด (นอกจากจะมีกิจนิมนต์และป่วยเท่านั้น)

“ หลวงปู่ชื่น ชอบทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมเป็นที่สุด และให้ความเป็นธรรมแก่ศิษยานุศิษย์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ทั้งหลายอีกด้วย ท่านจึงเป็นที่รักเคารพของศิษย์และประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมากในขณะนี้”

ได้อาจารย์เก่งวิชาทุกด้าน
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เป็นศิษย์สาย “เขากุเลน” ซึ่งเป็นศูนย์รวมเวทวิทยาอาคมชั้นสูง ที่เป็นฉบับแท้ดั้งเดิมของเขมรโบราณ อาจารย์องค์แรกของท่านคือ “หลวงปู่เอื้อย และหลวงปู่ดี สุวรรณดี” สองปรมาจารย์ผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำ ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์-ปาฏิหาริย์มากมายเป็นที่เลื่องลือกันมากในประเทศกัมพูชา

หลวงปู่ชื่นได้มองเห็นกาลไกลไปข้างหน้าว่า “พรเวทวิทยาคม” ที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้จะเป็นประโยชน์มากแก่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติโยมและผู้เดือดร้อนต่าง ๆ ในอนาคตภายหน้าแน่นอน ท่านจึงมุมานะพยายามขยันศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจนสุดความสามารถ ตลอดจนศึกษาการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่งสมาธิควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มพูนพลังจิตให้แก่กล้าขึ้น

“ หลวงปู่ชื่น ท่านเรียนกรรมฐานควบคู่ไปกับวิชาอาคมจนท่านเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยมีการทดสอบจากผู้เป็นอาจารย์จนเป็นที่พอใจ โดยเฉพาะหลวงปู่เอื้อยท่านมีเมตตาถ่ายทอดวิชาและเคล็ดลับต่าง ๆ ให้ หลวงปู่ชื่น จนหมดสิ้น หลวงปู่เอื้อย ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเขมร ดังชนิดผู้หลักผู้ใหญ่ในเขมรขณะนั้นยังมอบตัวเป็นศิษย์หลายคน” ในเวลาต่อมาเมื่อหลวงปู่เอื้อยมรณภาพลง หลวงปู่ชื่นจึงออกเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงดิบในดินแดนเขมรเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์อีกมากมาย จนกระทั่งท่านได้พบกับหลวงปู่ดี สุวรรณดี บน “เขากุเลน” ซึ่งท่านเป็นพระผู้มากด้วยอภิญญาญาณชั้นสูง และเป็นผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำมหัศจรรย์เหนือโลกโดยแท้

ด้วยบุญญาบารมีของ หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ทำให้หลวงปู่ดีรับหลวงปู่ชื่นเป็นศิษย์แล้วจึงพากันออกเดินธุดงค์ไปด้วยกันตามสถานที่ต่าง ๆ “หลวงปู่ชื่นได้ศึกษากรรมฐานและเวทวิทยาคมกับธาตุทั้ง 4 ตลอดจนเกร็ดเคล็ดลับการสร้าง-การปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางต่าง ๆ มากมายจากหลวงปู่ดี ทำให้ท่านมีวิชาติดตัวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้”

หลวงปู่ชื่นได้เมตตาเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของท่านให้ฟังว่า “ หลวงปู่ดี ท่านนี้เก่งมาก ท่านเชี่ยวชาญพระเวทแทบทุกชนิด ท่านเคยเสกผ้าให้เป็นนกกระยางได้ และเสกใบไม้ให้เป็นต่อเป็นแตนได้ ทั้งยังรู้ภาษาสัตว์แทบทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสามารถล่องหนหายตัวและย่นระยะทางได้ ตลอดจนท่านเดินบนผิวน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย” หลวงปู่ชื่นเล่าว่า หลวงปู่ดีท่านเคยแสดงให้ดูมาแล้ว ท่านเห็นกับตามาแล้วจึงกล้ามาเล่าให้ฟัง ท่านแสดงให้ดูก็เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติธรรมสืบต่อกันไปนั่นเอง “การเรียนวิชาอาคมจะมีฤทธิ์เข้มขลังได้ ต้องประกอบไปด้วยพลังจิตอันเป็นสมาธิแก่กล้าควบคู่กันไปด้วย” หลวงปู่ชื่น กล่าว

หลวงปู่ชื่น เป็นพระที่คงแก่เรียนคือท่านชอบศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอักขระเลขยันต์ หรือวิชาอาคมอะไรท่านจะทดลองสร้างทดลองปลุกเสกอยู่เสมอ เมื่อท่านลองแล้วเห็นว่าดีจริงและใช้ได้ผลดีจริงตามตำรา ท่านก็คัดวิชาวิเศษเหล่านั้นมาสร้างมาปลุกวัตถุมงคลให้บรรดาลูกศิษย์ และลูกหลานท่านให้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นมงคลเป็นของวิเศษไว้บูชากัน จากการคัดเลือกพิจารณาตรวจจากหลวงปู่ชื่นแล้วว่า “ดีจริง-เห็นผลจริง” จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ต่อเนื่องเรื่อยมา จนเป็นที่กล่าวขานร่ำลือจากปากของผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นว่ายอดเยี่ยมอยู่ในขณะนี้

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอนำท่านทั้งหลายได้รู้จัก หลวงปู่ชื่น เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสรู้จัก หลวงปู่ชื่น อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน และใกล้ชิดหลวงปู่มากขึ้น เพราะลูกศิษย์บางคนอยู่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีโอกาสเดินทางมากราบไหว้หลวงปู่ จะด้วยสาเหตุและปัจจัยใด ๆ ก็ตาม ผู้เขียนขอเป็นสื่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการหยั่งความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือหลวงปู่ หรือท่านที่มีวัตถุมงคลของ หลวงปู่ชื่น ไว้แล้ว ขอให้รู้ว่าเราทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์องค์เดียวกัน เพราะมีวัตถุมงคลที่มาจากการปลุกเสกจากหลวงปู่ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งนี้เพื่อช่วยจรรโลงเกียรติคุณของ หลวงปู่ชื่น ให้แพร่หลายขจรไป ตลอดยั่งยืนนานต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง

พบสหธรรมิกเก่า

หลังจาก หลวงปู่ชื่น ธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งท่านเดินทางไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนาราก อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ท่านอยู่ได้ 5 พรรษาจึงได้เดินธุดงค์ต่อเรื่อยไปจวบจนอายุท่านมากขึ้น กำลังวังชาถดถอย ท่านจึงอยู่กับที่ระยะหนึ่ง ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2524 หลวงปู่ชื่นได้รับนิมนต์เดินทางไปปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดแห่งหนึ่งใน เขตจังหวัดบุรีรัมย์ งานนั้น หลวงปู่นิล อนุตโร เจ้าอาวาสวัดตาอีรูปปัจจุบันซึ่งเคยเป็น “สหธรรมิก” (เพื่อน) เก่าก่อนกันมาก็ได้รับนิมนต์จากทางเจ้าภาพให้เป็นพระคู่สวดเช่นกัน
หลังจากพระทุกองค์เสด็จจากกิจนิมนต์แล้ว ทางเจ้าภาพได้จัดถวายอาหารเพลให้ฉัน หลวงปู่นิล กับ หลวงปู่ชื่น นั่งฉันในวงเดียวกัน หลวงปู่นิลหันมองพระที่นั่งอยู่ข้างตัว ท่านคิดในใจว่าคล้ายเคยเห็นกันมาก่อน แต่ท่านยังจำไม่ได้ว่าเคยเห็นกันที่ไหน เพราะความที่จากกันมานานหลายสิบปีทำให้ท่านทั้งสองแทบจำกันไม่ได้ หลวงปู่นิลได้แต่คิดในใจว่าพระองค์นี้ทำไมช่างเหมือน หลวงปู่ชื่น เสียเหลือเกิน จนอดใจไม่ไหวจึงเอ่ยถามไปว่า

“หลวงพ่อท่านอยู่วัดไหน ชื่ออะไร”

หลวงปู่ชื่น ตอบกลับไปทันที

“อาตมาชื่อชื่น เป็นพระธุดงค์ยังไม่มีวัดจำพรรษา”

หลวงปู่นิล นั่งคิดตั้งนานที่แท้ก็ใช่หลวงปู่ชื่นจริง ๆ ด้วย เมื่อท่านทั้งสองได้นั่งสนทนากันแล้วหลวงปู่นิลจึงได้ออกปากนิมนต์หลวงปู่ชื่นให้มาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดตาอี ประกอบกับช่วงนั้น หลวงปู่ชื่น มีอายุมากแล้วและชาวบ้านตาอีก็ได้นิมนต์ท่านไว้ไม่ให้เดินธุดงค์อีก นับตั้งแต่นั้นมา หลวงปู่ชื่น จึงได้อยู่จำพรรษาที่วัดตาอีเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

เพชรเริ่มทอแสง

หลังจาก หลวงปู่ชื่น มาอยู่วัดตาอีแล้วท่านได้เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในกุฏิหลังเล็ก ๆ เหมือนพระหลวงตาแก่ ๆ ธรรมดา แทบไม่มีใครรู้เลยว่าท่านเป็นพระที่มี “พลังจิต” และมีอาคมเข้มขลังมาก จนกระทั่งกลางปี พ.ศ. 2542 หลวงปู่ชื่นได้สร้างวัตถุมงคลออกมา 2-3 รุ่น ผลปรากฏว่าผู้ที่นำวัตถุมงคลของท่านไปบูชา
ต่างมีประสบการณ์ต่าง ๆ นานามากมาย จากปากต่อปากทำให้วัตถุมงคลที่ท่านบรรจุพลังจิตเวทวิทยาคมที่มี “พลังมหัศจรรย์” ความวิเศษขลัง ยับยั้งภัยพาล อาถรรพณ์จัญไร ขจัดสรรพทุกข์ สรรพโรค สรรพภัยที่มีอานุภาพ ทั้งเมตตามหานิยม มหาโชค มหาลาภ ค้าขายดีเยี่ยม คุ้มครองป้องกัน ทำให้ชื่อเสียงหลวงปู่ชื่นดังขึ้นมาเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปมากขึ้นเป็นลำดับ จากปากผู้ที่ได้บูชาวัตถุมงคลของท่านไปบูชาส่วนใหญ่ยอมรับว่าวัตถุมงคลของท่านดีเยี่ยมจริง ๆ ใช้แล้วได้ผลดีเกินคาด ส่วนสาเหตุที่ท่านยอมเปิดตัวและจัดสร้างวัตถุมงคลออกมาเป็นทางการเนื่องจาก ท่านกำลังก่อสร้างอุโบสถซึ่งขาดปัจจัยอยู่อีกมาก อีกประการหนึ่งหลวงปู่เคยบอกไว้ว่า

“ถึงเวลาที่ครูบาอาจารย์ท่านให้เปิดตัวแล้ว เพื่อนำความรู้เวทวิทยาคมที่ได้ร่ำเรียนมาสงเคราะห์พุทธศาสนิกชน และจัดสร้างถาวรวัตถุเพื่อการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป”

หินลงสระกลายเป็นงูยักษ์

เมื่อครั้งที่ หลวงปู่ชื่น มาอยู่ที่วัดตาอีใหม่ ๆ นั้น ท่านได้เร่งทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนพลังจิตแก่กล้า ด้วยท่านเป็นพระที่รักสันโดษชอบเก็บตัวเงียบ ๆ อยู่แต่ภายในกุฏิ ชาวบ้านจึงคิดว่าท่านเป็นหลวงตาแก่ ๆ ไม่มีอะไร เป็นพระธรรมดาไม่มีวิชาอาคมอันใด

ต่อมาทางวัดได้ขุดสระใหม่ ทางเจ้าอาวาสจึงประกาศบอกชาวบ้านว่า “ห้ามลงอาบน้ำในสระ” เพราะสระน้ำแห่งนี้พระเณรต้องใช้ดื่มกิน แต่ชาวบ้านขาดความเกรงใจท่าน ตกเย็นทั้งหนุ่มสาวพากันลงว่ายน้ำเล่นในสระอย่างสนุกสนาน บ้างก็นำผ้ามาซักทำให้ฟองแฟ๊บที่ซักลอยเต็มคุ้งสระ บอกแล้วก็เฉย เตือนแล้วก็ไม่หยุด

หลวงปู่ชื่น จึงใช้ไม้ตายเพื่อให้รู้จักที่ต่ำที่สูง และที่ควรมิควรกันบ้าง ท่านจึงนำก้อนหินมาสองก้อน แล้วเสกด้วยคาถาอาคมจากนั้นท่านโยนลงไปในสระน้ำ

“สามวันต่อมาพวกที่ชอบลงเล่นน้ำในสระภายในวัดต่างก็ตกใจแตกตื่นขึ้นตลิ่งกันแทบไม่ทัน เพราะเห็นพญางูยักษ์สองตัวว่ายน้ำไปมาในสระให้เห็นกับตากันจะจะ ชาวบ้านตาอีเห็นกันทั้งหมู่บ้าน”

เรื่องนี้เป็นที่เลื่องลือกันมากในอำเภอบ้านกรวด ถ้าหากใครมีโอกาสได้ไปที่วัดตาอีลองสอบถามชาวบ้านดูก็ได้ และจากวันนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่มีใครกล้าลงไปเล่นน้ำในสระที่วัดตาอีกันอีกเลย...
สนใจติดต่อที่ อิทธิปาฏิหาริย์ พระเครื่อง 089-052-5456 เอก
http://www.itti-patihan.com/SH.php , http://www.itti-patihan.com

รายการวัตถุมงคล หลวงตาชื่น วัดตาอี จ.บุรีรัมย์ บูชาดังนี้

พระชัยวรมัน ร่น ชัยมหานาถ (หล่อโบราณ) 1800
ดวงตราอาถรรพ์ 500
ตะกรุด 9 อาถรรพ์ 1500
พระยอดขุนพลพิมพ์ใหญ่ 700 พิมพ์เล็ก 400
ขุนแผนสะกดทัพ (โทรสอบถาม)
ขุนแผนชมตลาด 500
ขุนแผนนาคเกี้ยว 800
ขุนแผนพรายกุมาร 500
ขุนแผนชมนางหลังม้าเสพนาง ฝั่งพลอยแดงและตะกรุด3กษัตริย์ 600
ขุนแผนเคลื่อบน้ำผึ้ง 500
เหรียญ รุ่นแรก (เนื้อทองแดง) 400
ตุ๊กตามหาเสน่ห์ (เนื้อมวลสารล้วน 1400) ธรรมดา 800
น้ำมันบายน 300
ตะกรุดนกทึกทือ 250
ผ้ายันต์ รุ่นรับทรัพย์ ผืนใหญ่แถมเหรียญเจริญพร 600
กุมาร พรายขอดทรัพย์ (หมด)
กุมาร รุ่นรับทรัพย์ชุบทองอุดผงฝั่งตะกรุด 600
กุมารทอง รุ่นรับทรัพย์ชุบสามกษัตริย์ อุดผงฝั่งตะกรุด 700
พระขรรค์คู่ชีวิต 400 บาท
ตะกรุดมหารูดโภคทรัพย์ 800 บาท (4 กษัตริย์ เงิน ตะกั่ว ทองเหลือง ทองแดง )
และยังมีทุกร่นทุกรายการ โทรสอบถามได้ทุกเวลา
ดูรายละเอียดที่ http://www.itti-patihan.com/SH.php

อิทธิปาฏิหาริย์ พระเครื่อง ( อยู่ใกล้ๆโรงพยาบาลตากสิน เลยปากทางเข้าวัดทองนพคุณไปนิดนึง
ติดถนน )529 ถ.สมเด็จเจ้าพระยา แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กทม 10600
เปิดบริการทุกวัน 9.00 น.-22.30 น. ติดต่อสอบถามที่ 089-052-5456 เอก ติดต่อผมได้ทุกเวลานะครับ
ลูกค้าต่างจังหวัด สนใจธนาณัติสั่งจ่ายในนาม สุกัณจักขณ์ กิตติวรเกียรติ ปณ.คลองสาน
หรือ โอนเข้าบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขา ลาดหญ้า เลขที่ 075-2-80735-3 ก่อนโอนกรุณาโทรแจ้งให้ทราบด้วยครับ
ดูรายละเอียด รุ่น ต่างๆได้ที่ http://www.itti-patihan.com

โดยคุณ aekcub (989)  [พ. 14 พ.ย. 2550 - 09:06 น.] #182002 (2/2)


(D)
หลวงปู่สรวง ออยเตียนสะลูน บายตึ๊กเจีย อริยสงฆ์ผู้อยู่เหนือโลก 500 พรรษา จำวัดทั่วจักรวาล

เรื่องราวของหลวงปู่สรวง พระอริยะสงฆ์ผู้พิสดารที่อยู่เหนือกาลเวลา ได้มีผู้เคยถาม หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ ว่า หลวงปู่รู้จัก หลวงปู่สรวง แห่งท้องทุ่งศรีสะเกษ หรือเปล่าครับ? หลวงปู่ฤทธิ์ ท่านบอกว่ารู้จัก และรู้จักมานานแล้ว เมื่อ คราวที่หลวงปู่ฤทธิ์ ทำบุญวางศิลาฤกษ์ สร้างศาลาการเปรียญหลังใหญ่ ที่วัดชลประทานราชดำริ หลวงปู่สรวงท่านก็มา เวลาท่านมาท่านก็มาของท่านเองไม่รู้ว่าท่านมาเมื่อไหร่ มารู้อีกทีก็เมื่อตอนที่เห็นท่าน เวลาท่านจะไปท่านก็ไปท่านเดินออกไปทางป่าด้านโน้น อยู่ด้านหน้าศาลาเป็นป่ากว้างมีน้ำท่วมขังเล็กน้อย ท่านเดินตรงไปแต่พอมองออกไปจะเห็นฝูงสัตว์เดินตามท่านเป็นพรวนแล้วสักพักท่านก็หายไป หลวงปู่ฤทธิ์ ท่านยังได้พูดว่า เรื่อง หลวงปู่สรวงพูดไปแล้วก็เหมือนกับนิยาย เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ท่านก็มีตัวตนจริง เมื่อหลายสิบปีก่อน ได้พบเห็นท่านอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เห็นท่านเหมือนเดิม ตัวของหลวงพ่อเองนี่ซิแก่ลงไปทุกวันทุกปีนี่ก็อายุ82 แล้วแต่หลวงปู่สรวงท่านก็อยู่ของท่านอย่างนั้น ส่วนเรื่องอายุของ หลวงปู่สรวงนั้น หลวงปู่ฤทธิ์ท่านก็บอกว่า ท่านไม่รู้เหมือนกันว่าเท่าไหร่?.... สถานที่จำวัด เมื่อตอนที่พบ หลวงปู่สรวงก็คือ กระท่อมเฝ้านากลางท้องทุ่งริมถนนหมู่บ้านละลม-สะเดา ชายแดนด้านเขมร เป็นกระท่อมยกพื้นสูงมุงหลังคาด้วยไม้กระดานเก่าๆ กันลมกันฝนไม่ค่อยได้ ในวันนั้นหลวงปู่สรวงท่านนอนอยู่ในกระท่อม มีชายชราผมขาวนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ คอยบีบนวดให้หลวงปู่สรวง นอกกระท่อมมีชายหญิงชาวบ้าน 4-5 คนนั่งคุยกันอยู่เป็นชาวบ้านย่านนั้น ข้างฝากระท่อมมีว่าวจุฬาตัวใหญ่เหน็บข้างฝาอยู่ 1 ตัว มีเตาเล็กๆ แลและหม้อหุ้งข้าวเก่าๆวางอยู่ 1 ชุด และก็มีถังใส่น้ำขุ่นๆเข้าใจว่าจะตักมาจากหนองน้ำกลางทุ่งที่อยู่ใกล้ ๆ หน้ากระท่อมหลวงปู่สรวงมีแคร่ไม้ยาว สำหรับนั่ง พวกเราทุกคนเข้าไปกราบท่าน ท่านก็ลุกขึ้นมาแต่ท่านไม่พูดจาอะไร ในปากของท่าน ก็เคี้ยวใบพลูสดอยู่ตลอดเวลา มีพวกผมคนหนึ่งถามท่านว่า หลวงปู่อายุเท่าไรแล้ว ท่านก็ตอบเป็นภาษาส่วย ซึ่งผมเองและเพื่อนที่ไปจากกรุงเทพ ก็ฟังไม่เข้าใจ แต่พรรคพวกที่ศรีสะเกษแปลว่าให้ฟังว่า เรื่องของอดีตลืมไปหมดแล้ว ชื่ออะไรก็จำไม่ได้ เขาเรียกว่าปู่สรวง ก็ปู่สรวง ชื่อเสียงมันก็ไม่ใช่ตัวของเราจะเรียกยังไงก็ได้ ถ้ามาคิดกันอีกแง่นึงก็เหมือนกับว่า ท่านได้สอนธรรมะชั้นสูงให้กับพวกเราให้รู้ว่า ให้มีแต่ปัจจุบันเพราะสิ่งทั้งหลายมันผ่านไปแล้ว มันเป็นเรื่อง สมมุติทั้งนั้น....
ว่าวจุฬาตัวใหญ่ที่เหน็บ ไว้ที่ข้างฝากระต๊อบก็เป็นสิ่งที่สะดุดใจของคณะพวกผม จึงไต่ถาม ชาวบ้านที่มาเฝ้าดูแลท่าน ชาวบ้านบอกว่า หลวงปู่ท่านชอบเล่นว่าว และชอบดูเขาตีไก่ชนกัน ตอนหน้าแล้งชาวบ้านทั่งเด็กและผู้ใหญ่จะไปเล่นว่าวกันที่กลางทุ่ง หลวงปู่สรวงท่านจะนั่งดูยิ้มหัวเราะด้วยความชอบอกชอบใจ บางคนยังเล่าว่า บางครั้งหลวงปู่สรวงท่านหายไปว่าวตัวที่เหน็บอยู่ก็หายไปด้วย เมื่อเห็นว่าเหน็บอยู่ที่กระต๊อบนั่นก็คือหลวงปู่ท่านต้องอยู่ที่กระต๊อบอย่างแน่นอน ผมก็เลยถามว่าเวลาหลวงปู่สรวงท่านออกไปไหนทำไมคนที่เฝ้าอยู่ไม่รู้ ? พวกเขาบอกว่ามาดูแลท่านเฉพาะตอนกลางวัน พอกลางคืนต่างคนก็กลับบ้านในกระต๊อบก็จะมีหลวงปู่สรวงท่านอยู่รูปเดียว เมื่อท่านหายไปไหนจึงไม่มีใครรู้ ชาวบ้านในกลุ่มที่เล่าบางคนถึงกับบอกว่า ท่านบินไปพร้อมกับว่าว ส่วนเรื่องที่ท่านชอบดูเขาตีไก่ชนนั้นก็เป็นเรื่องจริง เพราะมีบ่อยครั้งที่ที่มีการตีไก่จะเห็นหลวงปู่สรวงไปนั่งดูอยู่ด้วย และท่านก็จะหัวเราะชอบใจตบมือตบไม้เชียร์ไก่ก็ยังมี การที่มีผู้คนส่วนใหญ่ไปหาท่านมักจะเป็น เรื่องของตัวเลข เพื่อเอาไปแทงหวย ยิ่งใกล้วันที่หวยออกจะมีรถราหลายสิบคันไปจอดเรียงรายอยู่ใกล้ๆกระต๊อบที่ท่านจำวัด ถ้าใครได้ยินหรือได้ฟังว่าหลวงปู่สรวงทำอะไรออกมาเป็นตัวเลข พวกเขาก็จะคิดกันไปต่างๆนาๆบางคนก็ถูกบางคนก็ไม่ถูก มีคนเล่าให้ฟังว่า คนที่ถูกหวยได้เงินจำนวนมากๆ หลายรายนำเงินสดไปถวายท่าน ท่านก็หยิบขึ้นมาดูแล้วก็โยนเข้ารกเข้าพงไปทั้งปึก คนที่เห็นเหตุการณ์ ก็เข้าไปหาแต่ก็หาไม่พบทั้งๆที่เงินจำนวนไม่ใช่น้อยและบางครั้ง ก็มีผู้นำเงินไปถวายท่าน เวลาที่เขากลับหลวงปู่สรวงท่านก็ขออาศัยรถเขาไปด้วยเมื่อรถแล่นไปตามถนนที่มีผู้คนมากๆหลวงปู่ท่านก็จะเอาเงินที่พวกเขาถวายออกมาโปรยไปตามถนนที่รถวิ่งให้กับผู้คนที่ยากจน นับเป็นที่ร่ำรือและฮือฮากันมาก
สมัยที่มีสงครามช่วงชิงอำนาจของเขมรยังรุ่นแรงอยู่ ก็มีผู้คนอพยพมาตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก มีคนเล่าว่าหลวงปู่สรวงท่านจะเปลี่ยนเป็นนุ่งขาวห่มขาวออกไปรับผู้ที่อพยพเข้ามาทางชายแดน จุดใดที่ท่านออกไปรับผู้ที่อพยพก็มักจะปลอดภัยจากปืนใหญ่และการติดตามของทหารเขมร บางวันหลวงปู่สรวงท่านก็จะเอาผ้าสีขาวปักเป็นธงไว้ในที่สูงให้เห็นกันอย่างชัดเจน ชาวเขมรที่อพยพก็จะไปอยู่กันตรงที่หลวงปู่ปักธงสีขาวเอาไว้ วันนั้นถ้าจะมีปืนใหญ่ถล่มยิงมาตามแนวชายแดน ผู้คนที่อพยพมาอยู่ตรงที่หลวงปู่สรวงปักผ้าขาวเอาไว้ก็จะปลอดภัยจากลูกกระสุนปืนใหญ่
ภายหลังจากที่สงครามการช่วงชิงอำนาจของเขมรสิ้นสุดลง หลวงปู่สรวงท่านก็พักอยู่ที่กระต๊อบเฝ้านาด้านชายแดนเขมรแถว อำเภอ ขุขันธ์ เวลากลางวันก็มีชาวบ้านแถวนั้นมาคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ท่าน เวลากลางคืนหลวงปู่สรวงก็อยู่ของท่านรูปเดียว บางครั้งท่านก็จะหายไปนานๆ ท่านถึงจะกลับมา เมื่อมีผู้คนเดินทางไปหาท่านเขาก็จะถามร้านตรงที่อยู่ตรงปากทางเข้าบ้านละลม-สะเดา ว่าหลวงปู่อยู่ หรือไม่? ถ้าหลวงปู่สรวงอยู่เขาก็จะบอกว่า ท่านกลับมาแล้วเมื่อคืนนี้ แล้วต่างก็เข้าไปหาท่านที่กระต๊อบเฝ้านา ไม่แห่งใดก็แห่งหนึ่ง ในท้องทุ่งนั้นเคยมีผู้นิมนต์ท่านไปเจิม ร้านวันเปิดร้านทำบุญขึ้นบ้านใหม่ก็มีอย่างปั๊ม ปตท. ปากทางเข้า อำเภอ ขุขันธ์ ที่พวกเราแวะเติมน้ำมันรถและรับประทานอาหารกลางวัน ก็ได้พบรูปหลวงปู่สรวงติดไว้ในร้านทั้งยังมีข้อความใต้ภาพว่า “ หลวงปู่สรวง อายุ 500 ปี จำวัดทั่วจักรวาล” ทางเจ้าของร้านได้นิมนต์หลวงปู่สรวงท่านมาเปิดร้านให้ ปั๊มก็เจริญมาตลอดจนเป็นปั๊มใหญ่ดังที่ได้เห็นอยู่ทุกวันนี้
เรื่องของการเปิดป้ายร้านค้า ชาวบ้านผู้หนึ่งที่ได้เฝ้าดูแลหลวงปู่สรวงอยู่เล่าให้ผมฟังว่า มีร้านค้าเปิดใหม่แถวนั้นได้นิมนต์หลวงปู่สรวงเปิดร้าน พอท่านสวดมนต์และฉันอาหารเสร็จท่านก็เดินออกมาหน้าร้านด้านนอกถลกจีวรยืนฉีที่หน้าร้าน เจ้าของร้านรู้ทันจึงได้เข้าไปเอามือรองฉี่ของท่านสะบัดไปทั่วหน้าร้าน เจ้าของร้านที่เอามือรองฉี่เล่าให้ฟังภายหลังว่าฉี่ของหลวงปู่สรวงแทนที่จะร้อนหรืออุ่นๆ ที่มือฉี่ของท่านกลับเย็นเหมือนน้ำแข้งและเมื่อหวยออกงวดนั้น หมายเลขร้านค้าดังกล่าวตรงกับเลขของหวยที่ออกพอดี หลายคนที่อยู่ในที่นั้นเลยถือโอกาสรวยไปตามๆกัน บางรายได้นิมนต์ท่านสวดมนต์เย็นขึ้นบ้านใหม่ร่วมกับพระสงฆ์ที่มาจากที่อื่น เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้วหลวงปู่สรวง ท่านจะลุกมาที่กลางบ้านนั่งถ่ายหนักอย่างหน้าตาเฉย ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านก็จะรู้ทันรีบเอามือละเลงอึของท่านจนทั่วบ้าน เพราะเขารู้กันว่าอึของท่านไม่เหม็นแต่มีกลิ่นหอมคล้ายๆน้ำผึ้ง พฤติกรรมแปลกของหลวงปู่สรวง บางคนที่ไม่รู้ก็หาว่าท่านบ้าๆบอๆบางคนก็เห็นว่าท่านอยู่เหนือโลก บางคนเล่าให้ฟังอีกว่า ถ้าหลวงปู่สรวง ท่านจะไปไหนในเวลากลางวันท่านก็จะขอโดยสารรถไปดื้อๆ และก็ไม่มีรถคันไหนปฏิเสธท่าน ถ้ารถคันใดปฏิเสธท่านไม่ยอมให้ท่านไป รถคันนั้นก็จะขัดข้องเครื่องยนต์ก็จะดับบ้างติดบ้างหรือไม่ก็ยางแตกขับไปไหนไม่ได้ ดังนั้นเวลาท่านต้องการที่จะโดยสารรถคันไหนไปจึงไม่มีใครที่จะกล้าปฏิเสธ บางรายก็บอกว่าเมื่อท่านนั่งรถไปแล้วก็จะให้คนขับๆไปเรื่อยๆ ถ้าท่านให้หยุดส่งท่านตรงไหนท่านก็จะลงตรงนั้นแล้วท่านก็จะเดินหายไปเฉยๆ ไม่มีใครรู้ว่าท่านไปทำอะไรที่ไหน บางคนก็บอกว่าท่านกลับไปจำวัดที่กระต๊อบเฝ้านากลางทุ่งละลม-สะเดา แต่บางครั้งท่านก็จะหายไปนานๆ หลายๆวันแต่ก็ไม่มีใครทราบว่าท่านไปไหน จึงมีบางคนที่ถามท่านว่าท่านไปไหน ท่านก็ไม่ตอบ

วัตถุมงคลของหลวงปู่สรวงทุกชนิด โดดเด่นหลายทางตามคำอธิฐานดังนี้
1. บูชา 1 อาทิตย์ เห็นฤทธิ์ ทางเมตตามหานิยม เจ้านายรัก ติดต่อการงานดี
2. บูชา 2 อาทิตย์ เห็นฤทธิ์ ด้านโชคลาภ ค้าขาย ขายของดี ขายคล่อง เงินมาไม่ขาดสาย
3. บูชา 3 อาทิตย์ เห็นฤทธิ์ ด้านเสี่ยงโชค เล่นการพนัน เสี่ยงดวง หวยล็อตเตอรี่ เห็นผลแน่นอน หากผู้นั้นบูชาด้วยความศรัทธาแน่วแน่
4. เรื่องความปลอดภัยทางรถยนต์ แคล้วคลาด ไม่มีตายโหง
5. ขอได้ดังใจนึกทางด้านค้าขายธุรกิจเจริญรุ่งเรือง เวลาเดือดร้อนทางการเงิน ให้ทำพิธีบอกกล่าวจุดธูปบอกท่านและอาราธนาขอพรเช้าเย็น 9 จบ ท่านจะช่วยให้เห็นผลได้รับความสำเร็จสมหวังมามากแล้วไม่เชื่อทดลองเถิด
6. คงกระพันชาตรี ไว้ใจได้เห็นอภินิหารบ่อยๆ
7. ป้องกันคุณไสย์ แก้อาถรรพณ์ ป้องกัน ผีสางนางไม้ เจ้าที่เจ้าทางได้
8. เสริมดวง หนุนดวงชะตา
9. ป้องฟ้าผ่า ไฟไห้มได้

หลวงปู่สรวง ออยเตียนสะรูล บายตึ๊กเจีย พระอริยะสงฆ์เหนือโลก 500 พรรษา วัดจำทั่วจักรวาล อาจารย์เสริฐและลูกศิษย์สร้างถวาย ปี 39

ขุนแผนเนื้อขาว800 บาท

ขุนแผนเนื้อสีกะปิ(ผสมปราสาทขอมพันปี) 800 บาท

ตะกรุดเงินจารลายมือหลวงปู่สรวง เนื้อเงิน 2,000

ชุดปี 41 ออกโดย วัดป่าเลไลย์ นนทบุรี (หลวงปู่สรวง+หลวงพ่อสร้อยเสก)
1ชุดมี 5 องค์ 1,000 บาท เท่านั้น มีอยู่ 10 ชุดเท่านั้น
ชุดหลวงปู่สรวง หลวงพ่อสร้อย สร้างถวาย ให้หลวงปู่ปลุกเสกเดี่ยว (พิธีใหญ่ บายศรี 9 ชั้น) จัดสร้างปี 32
รูปถ่าย หลวงปู่สรวง ขนาด 2*3 นิ้ว 500 บาท
รูปหล่อฤาษี (นั่งสูบบุหรี่สบายอารมณ์) 1600 บาท
ปิดตาเนื้อผงทารัก 1600 บาท
นกสาริกา ไม้คูณตายพราย 300 บาท
นกสาริกา ไม้งิ้วดำ 300 บาท
สีผึ้งมหาเสน่ห์-โชคลาภ ค้าขาย 500 บาท
น้ำมันมหาเสน่ห์ -โชคลาภ ค้าขาย 900 บาท
ปลัดขิก ไม้กัลปังหา 500 บาท
ปลัดขิก ไม้งิ้วดำ (แกะลิงเป็นกอดปลัด) 800 บาท

เสื้อยันต์ (ตัวใหญ่มาก) 3000 บาท
ดูรายละเอียดที่ http://www.itti-patihan.com/sueng.php

อิทธิปาฏิหาริย์ พระเครื่อง ( อยู่ใกล้ๆโรงพยาบาลตากสิน เลยปากทางเข้าวัดทองนพคุณไปนิดนึง
ติดถนน )529 ถ.สมเด็จเจ้าพระยา แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กทม 10600
เปิดบริการทุกวัน 9.00 น.-22.30 น. ติดต่อสอบถามที่ 089-052-5456 เอก ติดต่อผมได้ทุกเวลานะครับ
ลูกค้าต่างจังหวัด สนใจธนาณัติสั่งจ่ายในนาม สุกัณจักขณ์ กิตติวรเกียรติ ปณ.คลองสาน
หรือ โอนเข้าบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขา ลาดหญ้า เลขที่ 075-2-80735-3 ก่อนโอนกรุณาโทรแจ้งให้ทราบด้วยครับ
ดูรายละเอียด รุ่น ต่างๆได้ที่ http://www.itti-patihan.com

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1